diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html new file mode 100644 index 0000000..c309c4e --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html @@ -0,0 +1,2402 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +
+
+ + + + + +
+ +
+

ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

ธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี

+ +

กรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

+ +

2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

+ +

3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

+ +

4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

+ +

5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์

+ +

6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ

+ +

7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ

+ +

ความสำคัญของธรรมาภิบาล

+ +

ธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ

+ +

1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน

+ +

2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย

+ +

3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

+ +

4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

+ +

5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง

+ +

6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

+ +

 

+ +

กลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี

+ +

เป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้

+ +

1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น

+ +

2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น

+ +

3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี

+ +

แนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น

+ +

3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

+ +

4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน

+ +

จะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน

+ +

                                                                                         ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html new file mode 100644 index 0000000..243df29 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html @@ -0,0 +1,2434 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ การบริหารราชการแผ่นดิน

+ +
+
+ + + + + +
+ +
+

ความหมาย

+ +

การบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ

+ +

การบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย

+ +

ในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน "ถือบ้านถือเมือง" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก

+ +

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย

+ +

การบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย

+ +

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า "คณะกรรมการราษฎร" มี "ประธานกรรมการราษฎร" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "คณะรัฐมนตรี" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี "รัฐมนตรี" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี "นายกรัฐมนตรี" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน

+ +

ผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน

+ +

ในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี

+ +

บรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

+ +

ในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา

+ +

การบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ

+ +

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้

+ +

1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ

+ +

2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

+ +

3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น

+ +

4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ

+ +

5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน

+ +

6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม

+ +

7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

+ +

8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม

+ +

การวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น

+ +

ในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น

+ +

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

+ +

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส

+ +

การจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ

+ +

สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา

+ +

การบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล

+ +

การบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ

+ +

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

+ +

 

+ +

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

+ +

เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.

+ +

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน

+ +

บรรณานุกรม

+ +

“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550

+ +

“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.

+ +

“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475

+ +

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475

+ +

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.

+ +

รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ

+ +

วิรัช ถิรพันธุ์เมธี  : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636

+ +

การบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/

+ +

                                                                                                                                           

+ +

ผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง

+ +

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง

+ +

ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php? 

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html new file mode 100644 index 0000000..6c4bbc0 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html @@ -0,0 +1,2495 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ การปกครองส่วนท้องถิ่น

+ +
+
+ + + + + +
+ +
+

การปกครองส่วนท้องถิ่น

+ + + +

ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด

+ +

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง

+ +
+

การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น

+ +

ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+

+ +

จากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]

+ +

1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]

+ +

2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]

+ +

3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น

+ +

4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง

+ +

5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย

+ +

6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

+ +

โดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]

+ +

ความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

+ +

วิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]

+ +

1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว

+ +

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น

+ +

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ

+ +

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป

+ +

2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

+ +

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์

+ +

หากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย

+ +

อย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก

+ +

3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

+ +

ต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย

+ +

     1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ

+ +

     2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ

+ +

     3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ

+ +

     4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ

+ +

คณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น

+ +

ในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป

+ +

4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475

+ +

ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

+ +

ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค

+ +

ในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น

+ +

ในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

+ +

ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515

+ +

ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง

+ +

และในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง

+ +

กล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา

+ +

องค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น

+ +

นับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]

+ +

1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง

+ +

2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

+ +

3) มีอิสระในการปกครองตนเอง

+ +

4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม

+ +

5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ

+ +

6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง

+ +

7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ

+ +

8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท

+ +

9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ

+ +

รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น

+ +

สำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ

+ +

1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่

+ +

     1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล

+ +

     2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล

+ +

     3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล

+ +

2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ

+ +

     1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต

+ +

     2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา

+ +

การปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย

+ +

อ้างอิง

+ +
    +
  1. กระโดดขึ้น↑ Jack C. Plano and Others, Political Science Dictionary (Illinois : The Dry Press, 1973), p.147 อ้างใน ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์, 2535) หน้า 6.
  2. +
  3. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเนศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539), หน้า 28.
  4. +
  5. กระโดดขึ้น↑ ชูศักดิ์ เที่ยงตรง, การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2518), หน้า 6-7.
  6. +
  7. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, หน้า 29.
  8. +
  9. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, หน้า 32.
  10. +
  11. กระโดดขึ้น↑ ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น, หน้า 122-127.
  12. +
  13. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, หน้า 30.
  14. +
  15. กระโดดขึ้น↑ ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น, หน้า 138.
  16. +
+ +

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

+ +

ธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

+ +

ธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

+ +

บรรณานุกรม

+ +

ชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.

+ +

ชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

+ +

ประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.

+ +

ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า  http://wiki.kpi.ac.th/index.php?

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html new file mode 100644 index 0000000..46cf653 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html @@ -0,0 +1,2377 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + + +
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html new file mode 100644 index 0000000..4dfa8d8 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html @@ -0,0 +1,2520 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ รายงานการฝึกอบรม

+ +
+
+ + + + + +
+ + + + + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html new file mode 100644 index 0000000..f55a248 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html @@ -0,0 +1,2220 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + + + +
+
+
+
+
+ + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json new file mode 100644 index 0000000..b21fb01 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json @@ -0,0 +1,131 @@ +{ + "menuId": 1628, + "totalPages": 1, + "scrapedAt": "2026-01-14T07:18:05.533Z", + "totalItems": 5, + "items": [ + { + "title": "รายงานการฝึกอบรม", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/3801/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "อบรมท่านปลัดสุรพัศ", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_7.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองคลัง", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_5.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองสาธารณสุข", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/3", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_4.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อภิญาดา", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/4", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_3.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ปุณยนุช", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/5", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_2.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ธนัชพร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/6", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_1.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ศันสนีย์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/7", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_6.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อบรมฐิติกร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/8", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_8.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "soft power", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_1.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "อบรมหหลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการของนายอดิศักดิ์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_2.pdf", + "downloadCount": 4 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-3801.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "อบรมองค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/2989/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "1. รายงานผลการอบรม หลักสูตร องค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการบริหารงานบุคคล การรักษาวินัยการเสริมสร้างพัฒนาและป้องกันการกระทำผิดวินัย และคุณธรรมจริยธรรมผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/7257/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_2989/files_7257_1.pdf", + "downloadCount": 6 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-2989.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การปกครองส่วนท้องถิ่น", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1805/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น\nความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+\nจากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]\n1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]\n2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]\n3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น\n4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง\n5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย\n6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม\nโดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]\nความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย\nวิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]\n1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว\nในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป\n2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว\nพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์\nหากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย\nอย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก\n3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว\nต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย\n1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ\n2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ\n3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ\n4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ\nคณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น\nในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป\n4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475\nในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค\nในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น\nในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515\nในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง\nและในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง\nกล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา\nองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nนับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]\n1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง\n2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ\n3) มีอิสระในการปกครองตนเอง\n4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม\n5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ\n6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง\n7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ\n8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท\n9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ\nรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nสำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ\n1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่\n1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล\n2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ\n1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต\n2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา\nการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย\nอ้างอิง\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nบรรณานุกรม\nชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.\nชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.\nประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1805.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การบริหารราชการแผ่นดิน", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1804/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ความหมาย\nการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ\nการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย\nในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน \"ถือบ้านถือเมือง\" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก\nในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย\nการบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย\nเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า \"คณะกรรมการราษฎร\" มี \"ประธานกรรมการราษฎร\" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า \"คณะรัฐมนตรี\" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี \"รัฐมนตรี\" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี \"นายกรัฐมนตรี\" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน\nผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน\nในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี\nบรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้\nในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา\nการบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ\nรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้\n1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ\n2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่\n3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น\n4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ\n5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน\n6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม\n7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด\n8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม\nการวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น\nในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส\nการจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ\nสำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา\nการบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล\nการบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ\nการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.\nสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน\nบรรณานุกรม\n“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550\n“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.\n“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.\nรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ\nวิรัช ถิรพันธุ์เมธี : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636\nการบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/\nผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1804.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1803/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\nธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี\nกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน\n2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ\n3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ\n4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น\n5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์\n6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ\n7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ\nความสำคัญของธรรมาภิบาล\nธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ\n1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน\n2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย\n3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้\n4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม\n5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง\n6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น\nกลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี\nเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้\n1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น\n2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น\n3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี\nแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น\n3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม\n4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน\nจะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1803.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json new file mode 100644 index 0000000..402f4d3 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json @@ -0,0 +1,132 @@ +{ + "source": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1", + "scrapedAt": "2026-01-14T07:18:05.521Z", + "menuId": 1628, + "page": 1, + "count": 5, + "items": [ + { + "title": "รายงานการฝึกอบรม", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/3801/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "อบรมท่านปลัดสุรพัศ", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_7.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองคลัง", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_5.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองสาธารณสุข", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/3", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_4.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อภิญาดา", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/4", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_3.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ปุณยนุช", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/5", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_2.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ธนัชพร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/6", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_1.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ศันสนีย์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/7", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_6.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อบรมฐิติกร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/8", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_8.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "soft power", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_1.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "อบรมหหลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการของนายอดิศักดิ์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_2.pdf", + "downloadCount": 4 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-3801.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "อบรมองค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/2989/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "1. รายงานผลการอบรม หลักสูตร องค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการบริหารงานบุคคล การรักษาวินัยการเสริมสร้างพัฒนาและป้องกันการกระทำผิดวินัย และคุณธรรมจริยธรรมผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/7257/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_2989/files_7257_1.pdf", + "downloadCount": 6 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-2989.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การปกครองส่วนท้องถิ่น", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1805/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น\nความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+\nจากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]\n1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]\n2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]\n3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น\n4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง\n5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย\n6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม\nโดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]\nความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย\nวิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]\n1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว\nในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป\n2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว\nพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์\nหากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย\nอย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก\n3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว\nต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย\n1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ\n2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ\n3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ\n4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ\nคณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น\nในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป\n4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475\nในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค\nในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น\nในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515\nในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง\nและในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง\nกล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา\nองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nนับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]\n1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง\n2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ\n3) มีอิสระในการปกครองตนเอง\n4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม\n5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ\n6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง\n7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ\n8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท\n9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ\nรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nสำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ\n1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่\n1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล\n2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ\n1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต\n2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา\nการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย\nอ้างอิง\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nบรรณานุกรม\nชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.\nชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.\nประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1805.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การบริหารราชการแผ่นดิน", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1804/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ความหมาย\nการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ\nการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย\nในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน \"ถือบ้านถือเมือง\" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก\nในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย\nการบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย\nเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า \"คณะกรรมการราษฎร\" มี \"ประธานกรรมการราษฎร\" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า \"คณะรัฐมนตรี\" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี \"รัฐมนตรี\" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี \"นายกรัฐมนตรี\" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน\nผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน\nในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี\nบรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้\nในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา\nการบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ\nรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้\n1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ\n2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่\n3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น\n4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ\n5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน\n6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม\n7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด\n8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม\nการวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น\nในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส\nการจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ\nสำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา\nการบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล\nการบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ\nการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.\nสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน\nบรรณานุกรม\n“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550\n“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.\n“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.\nรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ\nวิรัช ถิรพันธุ์เมธี : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636\nการบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/\nผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1804.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1803/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\nธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี\nกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน\n2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ\n3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ\n4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น\n5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์\n6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ\n7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ\nความสำคัญของธรรมาภิบาล\nธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ\n1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน\n2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย\n3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้\n4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม\n5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง\n6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น\nกลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี\nเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้\n1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น\n2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น\n3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี\nแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น\n3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม\n4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน\nจะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1803.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/award_of_pride.js b/award_of_pride.js index 5b29caf..033954b 100644 --- a/award_of_pride.js +++ b/award_of_pride.js @@ -184,7 +184,7 @@ function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) { } (function main() { - const menuId = 1402; // กิจกรรม + const menuId = 1402; const totalPages = 1; const all = []; diff --git a/km-learning-organization.js b/km-learning-organization.js new file mode 100644 index 0000000..3563bc1 --- /dev/null +++ b/km-learning-organization.js @@ -0,0 +1,384 @@ +// หน้าแรก > งานบริการ > KM องค์กรแห่งการเรียนรู้ + +const { execSync } = require("child_process"); +const cheerio = require("cheerio"); +const fs = require("fs"); +const path = require("path"); +const axios = require("axios").default; + +const BASE = "https://ladsawai.go.th"; +const OUT = path.join(process.cwd(), "KM องค์กรแห่งการเรียนรู้"); +fs.mkdirSync(OUT, { recursive: true }); + +function curlHtml(url) { + return execSync( + `curl -L -s "${url}" -H "User-Agent: Mozilla/5.0" -H "Accept-Language: th-TH,th;q=0.9"`, + { encoding: "utf8", maxBuffer: 30 * 1024 * 1024 } + ); +} + +function absUrl(href) { + if (!href) return null; + if (href.startsWith("http")) return href; + if (href.startsWith("/")) return BASE + href; + return BASE + "/" + href; +} + +function scrapeDetailImagesContent(detailUrl) { + const html = curlHtml(detailUrl); + const $ = cheerio.load(html); + + // ---------- images ---------- + const imgSet = new Set(); + + $(".maingroup.gallery a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full) imgSet.add(full); + }); + + if (imgSet.size === 0) { + $("a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full && /\.(jpg|jpeg|png|webp|gif)(\?|$)/i.test(full)) imgSet.add(full); + }); + } + + // ---------- content ---------- + // ✅ เลือกกล่องที่ไม่ใช่ gallery และ "มีข้อความจริง" + const candidates = $(".col-12.maingroup").not(".gallery"); + + let bestBox = null; + let bestScore = -1; + + candidates.each((_, el) => { + const $el = $(el); + + // เอา text โดยตัดของไม่เกี่ยว (emoji img, script, style) + const text = $el + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + const pCount = $el.find("p").length; + const score = (text ? text.length : 0) + pCount * 50; // ให้ p มีน้ำหนักเพิ่ม + + if (score > bestScore) { + bestScore = score; + bestBox = $el; + } + }); + + let content = ""; + if (bestBox && bestBox.length) { + const lines = []; + + // วนตามลำดับจริงใน DOM: ทั้งหัวข้อ (h2) และเนื้อหา (p) + bestBox.find("h2, p").each((_, el) => { + const $node = $(el); + const tag = ($node.prop("tagName") || "").toLowerCase(); + + const t = $node + .clone() + .find("img") // ตัดรูป emoji ใน p/h2 + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + if (!t) return; + + // แยกหัวข้อให้เด่นขึ้นเล็กน้อย (ยังคงเป็น plain text) + if (tag === "h2") lines.push(t); + else lines.push(t); + }); + + content = lines.length + ? lines.join("\n") + : bestBox + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + } + + let mainImageUrl = '' + try{ + const mainImageDiv = $(".imagestopic img[src]"); + const src = ($(mainImageDiv).attr("src") || "").trim(); + const full = absUrl(src); + if (full) mainImageUrl = full; + } + catch(error){ + mainImageUrl = '' + } + + return { imgs: [...imgSet], text: content, mainImage: mainImageUrl }; +} + +function buildUrl(menuId, page) { + return `${BASE}/public/list/data/index/menu/${menuId}/page/${page}`; +} + +function detectTotalPages($) { + let maxPage = 1; + $("a").each((_, a) => { + const t = $(a).text().trim(); + if (/^\d+$/.test(t)) maxPage = Math.max(maxPage, Number(t)); + }); + return maxPage; +} + +function extractFileLinksFromDetail(detailUrl) { + const html = curlHtml(detailUrl); + const $ = cheerio.load(html); + + const files = []; + + $("a.uploadconfig_link").each((_, a) => { + const el = $(a); + const href = el.attr("href"); + const dataHref = el.attr("data-href"); + const fileUrl = absUrl(dataHref || href); + if (!fileUrl) return; + + const text = el.text().replace(/\s+/g, " ").trim() || null + let title = text + let downloadCount = 0 + if(text && text.includes('ดาวน์โหลดแล้ว')){ + try { + const splitList = text.split(' ดาวน์โหลดแล้ว ') + title = splitList[0] + downloadCount = parseInt(splitList[1].replace('ครั้ง', '').trim()) + } catch (error) { + title = text + downloadCount = 0 + } + } + + files.push({ + text: title, + url: fileUrl, + downloadCount: downloadCount + }); + }); + + // fallback: ลิงก์ไฟล์แบบตรง ๆ + $("a[href]").each((_, a) => { + const href = $(a).attr("href"); + const u = absUrl(href); + if (!u) return; + + if (/\.(pdf|doc|docx|xls|xlsx|ppt|pptx|zip|rar)(\?|$)/i.test(u)) { + if (!files.some((f) => f.url === u)) { + files.push({ text: $(a).text().trim() || null, url: u }); + } + } + }); + + return files; + } + +// ✅ ยิง api /status/1/ เพื่อเอา path จริง +async function resolveRealFilePath(fileUrl) { + try { + // กันกรณีมี / ท้ายอยู่แล้ว + const statusUrl = fileUrl.replace(/\/$/, "") + "/status/1/"; + const res = await axios.get(statusUrl, { timeout: 30000 }); + return res?.data?.path || null; + } catch (e) { + return null; + } +} + +// ✅ limit concurrency แบบง่าย (กันยิงหนักเกิน) +async function mapLimit(arr, limit, mapper) { + const ret = []; + let i = 0; + + async function worker() { + while (i < arr.length) { + const idx = i++; + ret[idx] = await mapper(arr[idx], idx); + } + } + + const workers = Array.from({ length: Math.min(limit, arr.length) }, worker); + await Promise.all(workers); + return ret; +} + +async function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) { + const url = buildUrl(menuId, page); + const html = curlHtml(url); + + if (saveHtml) { + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, `debug-menu-${menuId}-page-${page}.html`), + html, + "utf8" + ); + } + + const $ = cheerio.load(html); + + // ✅ แปลง rows เป็น array ก่อน + const rows = $(".row.data-row").toArray(); + + // ✅ ประมวลผลแบบมี limit (เช่น 5 concurrent) + const items = (await mapLimit(rows, 5, async (row) => { + const el = $(row); + const a = el.find("a.listdataconfig_link[href]").first(); + if (!a.length) return null; + + const title = + a.find("label.font-weight").text().replace(/\s+/g, " ").trim() || + a.text().replace(/\s+/g, " ").trim(); + + if (!title) return null; + + const detailUrl = absUrl(a.attr("href")); + let files = []; + let realPathFiles = [] + + try { + if (detailUrl) files = extractFileLinksFromDetail(detailUrl); + for(let i = 0; i < files.length; i++){ + const file = files[i] + let realPath = null; + let fileObject = { + fileName: file.text, + fileUrl: file.url, // ไฟล์จากหน้า detail + filePath: "", // ✅ ของจริงจาก api /status/1/ + downloadCount: file.downloadCount + } + try { + const fileUrl = file?.url ? absUrl(file.url) : null; + if (fileUrl) { + realPath = await resolveRealFilePath(fileUrl); + fileObject.filePath = `https://ladsawai.go.th/public/${realPath}` + } + } catch (error) { + realPath = null; + } + + realPathFiles.push(fileObject) + } + } catch (e) { + files = []; + } + + let detail = undefined + if(files.length == 0){ + const { text, imgs, mainImage } = detailUrl ? scrapeDetailImagesContent(detailUrl) : []; + + detail = { + img: imgs, + content: text, + mainImage: mainImage + } + } + + let detailHtmlPath = '' + if (saveHtml) { + try { + // Extract id and menu from URL: /public/list/data/detail/id/{id}/menu/{menu}/page/{page} + const urlMatch = detailUrl.match(/\/id\/(\d+)\/menu\/(\d+)/); + const id = urlMatch ? urlMatch[1] : null; + // const menu = urlMatch ? urlMatch[2] : null; + + const detailPageHtml = curlHtml(detailUrl); + + detailHtmlPath = `debug-menu-${menuId}-detail-${id}.html` + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, detailHtmlPath), + detailPageHtml, + "utf8" + ); + + } catch (error) { + console.error('error :', error) + detailHtmlPath = '' + } + } + + return { + title, + detailUrl: detailUrl || null, + files: realPathFiles, + detail: detail, + detailPageHtml: detailHtmlPath ?? undefined, // ไฟล์จากหน้า detail + sourcePage: page, + sourceUrl: url, + }; + })) + .filter(Boolean); // ตัด null ออก + + const output = { + source: url, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + menuId, + page, + count: items.length, + items, + }; + + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, `menu-${menuId}-page-${page}.json`), + JSON.stringify(output, null, 2), + "utf8" + ); + + console.log(`✅ page ${page} -> items ${items.length}`); + return { $, items }; +} + +(async function main() { + const menuId = 1628; + + const first = await scrapeOnePage(menuId, 1, true); + const totalPages = detectTotalPages(first.$); + console.log("✅ totalPages =", totalPages); + + const all = []; + const seen = new Set(); + + function addItems(items) { + for (const it of items) { + const key = `${it.title}|${it.detailUrl || ""}|${it.filePath || ""}`; + if (seen.has(key)) continue; + seen.add(key); + all.push(it); + } + } + + addItems(first.items); + + for (let p = 2; p <= totalPages; p++) { + const { items } = await scrapeOnePage(menuId, p, false); + addItems(items); + } + + const merged = { + menuId, + totalPages, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + totalItems: all.length, + items: all, + }; + + const outAll = path.join(OUT, `menu-${menuId}-all.json`); + fs.writeFileSync(outAll, JSON.stringify(merged, null, 2), "utf8"); + + console.log("🎉 Saved all:", outAll); + console.log("🎉 Total unique:", all.length); +})(); diff --git a/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json b/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json new file mode 100644 index 0000000..d94b019 --- /dev/null +++ b/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json @@ -0,0 +1,13 @@ +{ + "type": "service_account", + "project_id": "lsw-website-484309", + "private_key_id": "6a86a07bc9d5c655d4d9b96462ab02c0d61d221e", + "private_key": "-----BEGIN PRIVATE KEY-----\nMIIEvQIBADANBgkqhkiG9w0BAQEFAASCBKcwggSjAgEAAoIBAQDGm6pr5y1LguDH\ni5zfv7zpzGkaXSxWDoMIBfYf0s/cDuHFtObN1zE/6KErOFLaUQsS8ngvpVX9hNSf\n3X5F6E/1MQB4a/KgMbozP3AeaGTceyyd33QTKNSgTdSFcnJVHovmS37xfWL68jRa\nnj0toiq7C/46/VzzM41RNubiczVXt5Rer5YptRCSc9Pwv0gQkvrDNAsJqLX6+QW6\n/PVlR0ZUewB+dEQJO5ksVaOUhlfvrapx/HuxCZB4FA8V9alt2sefpeCv0OWSb/2Z\nWGtPfdXA3AIlKTefiUaMTAjF1YC0SaUzq9jVobnhE1Ub4dkufAj50vBjHDMxdUif\nT7NieruFAgMBAAECggEAUWsORbbbLDoGkPcsg9NUDBp2uc6ZdtvzHm5nNCuVd7aI\nGqcq+RZvQ65Hp/KqkIIpwoYw/ANRCaGTEshX1CvE35TLhxJlwAMyvICUo3qTYomC\nRGQO7y3NYLwXU++TbE6d9nZbn38R/SMekEmPde4li1GC0sb7/F1VYQZbR1kIdKD+\nKCvif0xvovkwQQi3aGM/nTYXeJDdkhEaVA/mD8Hc5yVauBK/W5eXqUMNuusDAKuy\nvR83ke5e/dLoN7VTBlMqUmDapbGtzWszTFmbK/SoY38IoD+Msz+0Ia5QFL7lyAMy\ndkJuHsz+IFZ3lBPBO1qT3alASIFUDNVs+a3m4Ja67wKBgQDkHuy+wYwQEDBD5ICp\nrLdlND8kfXbUc3CB1cJAF7KET063A3GWplYFzBHmCisVAPqLembfM7nQLrVRJbJG\nHnC+hq1TT7lVjHwPgdp275joa75rVgZiLR3IdQBWcXb1vIsTzzBgOVheZh7Dxk4I\nKpE4UQ8YomTaR/1eKNWpB/3TFwKBgQDe4WTuRhTvdVIsMNgew1jaFDUS7PHrQj6T\nBne5MHGAJOkJFkKa9Gw3kvzwMKIH9U0UgaZAS05XdLY85XxqEve+T9vT+1adA7pX\nh6sWKZLHHKBEkeTkxVaxWK5yzn9dJA11zsF5Xt5xQ6e+hLn69YpYcbealN/DJ367\nCvFj7B83wwKBgQChGR3D0Ndi+Ku9Jn+eU7ToKa91y4zBmAyaBCU8MgAF5CQIpsvu\nweT6DxWMyR2HpbtKCNThR5wvYuz1M5PkZNbmFiINNb4CpkVuhhuL5sSrTnuZPZUg\nfBAOYmIsqdCC1fW5tZXKPnUjpSaQx1iP98+6X7Qzh2uFo1VQy7Gnv1cHXQKBgEwe\nEghGKvQ0zyGEdOrcsEWaTR3vihdcgl5YAR9f6gNnl6ag0ZJ2E1dPfc7R7SRmpDJy\nrMKcdV7s3ygg/8KCQ9XdFChrWAM7uLIYBVgGTrhtkFaatN9kfd0Helx/JYQ7wdUQ\nDYdT3Qg1oN4yGgoZPWxDOf8zBNBzdpaOgC4t/+NdAoGAKG6sLkRIE5Ian8UbXUbC\nulkleeAzaI5l77oNh8ldcBFhyKPBeyjt1sAPApVPno8NGcKcQCXoBBG1UyGdk/MQ\n0yD8bnmEllPQbvi6zwV4vW+2SuDeT4nn2ofUj5VQzKqyfj+WOm5+Mzg47x/v4pEx\nNVhcWLtXVMQb8DpUKpgcPzQ=\n-----END PRIVATE KEY-----\n", + "client_email": "lsw-google-drive@lsw-website-484309.iam.gserviceaccount.com", + "client_id": "105782650926280820675", + "auth_uri": "https://accounts.google.com/o/oauth2/auth", + "token_uri": "https://oauth2.googleapis.com/token", + "auth_provider_x509_cert_url": "https://www.googleapis.com/oauth2/v1/certs", + "client_x509_cert_url": "https://www.googleapis.com/robot/v1/metadata/x509/lsw-google-drive%40lsw-website-484309.iam.gserviceaccount.com", + "universe_domain": "googleapis.com" +} diff --git a/package.json b/package.json index d495b8f..d56ccce 100644 --- a/package.json +++ b/package.json @@ -13,6 +13,7 @@ "axios": "^1.13.2", "cheerio": "^1.0.0-rc.12", "fetch-blob": "^4.0.0", + "googleapis": "^170.0.0", "got": "^14.6.5", "node-fetch": "^2.7.0", "playwright": "^1.57.0" diff --git a/read-google-drive.js b/read-google-drive.js new file mode 100644 index 0000000..ee17a97 --- /dev/null +++ b/read-google-drive.js @@ -0,0 +1,143 @@ +const API_KEY = 'AIzaSyAobSJ6RDkfIj6oUNYhvRjygkAODzQocyg'; +const DEFAULT_FOLDER_ID = '1Q6LJW_3YarYcUUvUPKqfH7DqPDuJ-8ra'; // รหัสที่อยู่หลัง /folders/ ใน URL +const UPLOAD_TO = 'https://web-lsw-dev.nueamek.app/api/upload-file'; + +const { google } = require('googleapis'); +const fs = require('fs'); + +// 1. ระบุ path ของไฟล์ JSON ที่คุณโหลดมา +const KEYFILEPATH = 'lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json'; + +// 2. กำหนดสิทธิ์ (Scopes) - ในที่นี้คืออ่านไฟล์ใน Drive +const SCOPES = ['https://www.googleapis.com/auth/drive.readonly']; + +// 3. สร้างตัวตน (Auth Client) +const auth = new google.auth.GoogleAuth({ + keyFile: KEYFILEPATH, + scopes: SCOPES, +}); + +async function listFiles(deep = 0,folderId = undefined, folderName = '') { + // https://www.googleapis.com/drive/v3/files + const url = `https://www.googleapis.com/drive/v3/files?q='${folderId ?? DEFAULT_FOLDER_ID}'+in+parents&key=${API_KEY}`; + + let files = [] + try { + const response = await fetch(url); + const data = await response.json(); + + if (data.files && data.files.length > 0) { + let forTest = data.files + if(deep == 0){ + forTest = data.files.slice(0, 1) + } + data.files.forEach(async file => { + // console.log(file); + console.log(`ชื่อไฟล์: ${file.name}, ID: ${file.id}`); + + if(file.mimeType.includes('folder')){ + const fileResultList = await listFiles(deep+1, file.id, file.name) + const onlyHaveUrlList = fileResultList.filter(fileResult => fileResult.url) + files.push(...onlyHaveUrlList) + } + else if(file.mimeType.includes('image/jpeg')){ + const fileResult = await downloadAndUpload(file.id, file.name) + if(fileResult.url){ + files.push(fileResult) + } + } + }); + } else { + console.log('ไม่พบไฟล์ในโฟลเดอร์นี้'); + } + } catch (error) { + console.error('เกิดข้อผิดพลาด:', error); + } + + if(deep == 1 && folderName){ + const payload = { + menuId: 402, + templateId: 2, + tag: 2, + title: folderName, + content: '', + startAt: "2026-01-14", + filedoc: null, + imageList: files, + } + } + + return files +} + +async function downloadAndUpload(fileId, fileName) { + try { + // #region วิธีที่ง่ายแต่ access มากไปจะโดน google block เพราะคิดว่าเป็น bot + // // 1. ดาวน์โหลดเนื้อหาไฟล์จาก Google Drive (ใช้ alt=media) + // const downloadUrl = `https://www.googleapis.com/drive/v3/files/${fileId}?alt=media&key=${API_KEY}`; + // const response = await fetch(downloadUrl); + + // console.log('response', response) + // if (!response.ok) { + // // อ่านรายละเอียด Error จาก Google + // const errorText = await response.text(); + // console.error("Error Detail:", errorText); + // throw new Error('Download failed'); + // } + + // const fileBlob = await response.blob(); + + // // 2. สร้าง FormData เพื่อเตรียมส่งไปยัง API ของคุณ + // const formData = new FormData(); + // // 'file' คือชื่อ field ที่ API ของคุณรอรับ (เปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม) + // formData.append('file', fileBlob, fileName); + // #endregion + + // #region Service Account + const drive = google.drive({ version: 'v3', auth }); + + // 1. การดึงเนื้อหาไฟล์ (Media) + const res = await drive.files.get( + { fileId: fileId, alt: 'media' }, + // { responseType: 'stream' } + { responseType: 'arraybuffer' } + ); + // คุณสามารถส่ง res.data นี้เข้า FormData เพื่อส่งต่อไปยัง API ของคุณได้เลย + + // 2. สร้าง FormData เพื่อเตรียมส่งไปยัง API ของคุณ + // แปลง ArrayBuffer ที่ได้เป็น Blob + const fileBlob = new Blob([res.data]); + const formData = new FormData(); + formData.append('file', fileBlob, fileName); + // #endregion + + // 3. ส่งข้อมูลไปยัง API ของคุณด้วย POST method + const uploadResponse = await fetch(UPLOAD_TO, { + method: 'POST', + body: formData + }); + + const result = await uploadResponse.json(); + // console.log(`อัปโหลดไฟล์ ${fileName} สำเร็จ:`, result); + + return result + } catch (error) { + console.error(`เกิดข้อผิดพลาดกับไฟล์ ${fileName}:`, error); + return { + error: error + } + } +} + +// // ตัวอย่างการใช้งานร่วมกับรายชื่อไฟล์ที่ได้จากข้อก่อนหน้า +// async function processAllFiles(files) { +// for (const file of files) { +// // กรองเอาเฉพาะไฟล์ .js (ถ้าจำเป็น) +// if (file.name.endsWith('.js')) { +// await downloadAndUpload(file.id, file.name); +// } +// } +// } + +// downloadAndUpload('14SGY4irPJ1FwUA5472zlyYtzHvDNaCQ4', 'test') +listFiles(); \ No newline at end of file diff --git a/recommended-tourist-attractions.js b/recommended-tourist-attractions.js new file mode 100644 index 0000000..da4e327 --- /dev/null +++ b/recommended-tourist-attractions.js @@ -0,0 +1,242 @@ +// หน้าแรก > งานบริการ > แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว + +const { execSync } = require("child_process"); +const cheerio = require("cheerio"); +const fs = require("fs"); +const path = require("path"); + +const BASE = "https://ladsawai.go.th"; +const OUT = path.join(process.cwd(), "แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว"); + +fs.mkdirSync(OUT, { recursive: true }); + +function curlHtml(url) { + return execSync( + `curl -L -s "${url}" -H "User-Agent: Mozilla/5.0" -H "Accept-Language: th-TH,th;q=0.9"`, + { encoding: "utf8", maxBuffer: 20 * 1024 * 1024 } + ); +} + +function absUrl(src) { + if (!src) return null; + if (src.startsWith("http")) return src; + return BASE + src; +} + +function scrapeDetailImagesContent(detailUrl) { + const html = curlHtml(detailUrl); + const $ = cheerio.load(html); + + // ---------- images ---------- + const imgSet = new Set(); + + $(".maingroup.gallery a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full) imgSet.add(full); + }); + + if (imgSet.size === 0) { + $("a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full && /\.(jpg|jpeg|png|webp|gif)(\?|$)/i.test(full)) imgSet.add(full); + }); + } + + // ---------- content ---------- + // ✅ เลือกกล่องที่ไม่ใช่ gallery และ "มีข้อความจริง" + const candidates = $(".col-12.maingroup").not(".gallery"); + + let bestBox = null; + let bestScore = -1; + + candidates.each((_, el) => { + const $el = $(el); + + // เอา text โดยตัดของไม่เกี่ยว (emoji img, script, style) + const text = $el + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + const pCount = $el.find("p").length; + const score = (text ? text.length : 0) + pCount * 50; // ให้ p มีน้ำหนักเพิ่ม + + if (score > bestScore) { + bestScore = score; + bestBox = $el; + } + }); + + let content = ""; + if (bestBox && bestBox.length) { + const lines = []; + + bestBox.find("p").each((_, p) => { + const t = $(p) + .clone() + .find("img") // ตัดรูป emoji ใน p + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + if (t) lines.push(t); + }); + + content = lines.length + ? lines.join("\n") + : bestBox + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + } + + let mainImageUrl = '' + try{ + const mainImageDiv = $(".imagestopic img[src]"); + const src = ($(mainImageDiv).attr("src") || "").trim(); + const full = absUrl(src); + if (full) mainImageUrl = full; + } + catch(error){ + mainImageUrl = '' + } + + return { imgs: [...imgSet], text: content, mainImage: mainImageUrl }; +} + +function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) { + const url = `${BASE}/public/list/data/index/menu/${menuId}/page/${page}`; + const html = curlHtml(url); + + if (saveHtml) { + fs.writeFileSync(path.join(OUT, `page-menu-${menuId}-page-${page}.html`), html, "utf8"); + } + + const $ = cheerio.load(html); + const items = []; + + $(".row.data-row").each((_, row) => { + const el = $(row); + + const title = el + .find(".col-12.col-sm-10") + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + const detailRef = el + .find("a.listdataconfig_link ") // a.listdataconfig_link + .attr("href") + .trim(); + + const date = el.find(".col-sm-2").last().text().trim(); + const imgSrc = el.find("img").attr("src"); + + if (!title) return; + + const linkD = `https://ladsawai.go.th` + detailRef + const { text, imgs, mainImage } = linkD ? scrapeDetailImagesContent(linkD) : []; + + let detailHtmlPath = '' + if (saveHtml) { + try { + // Extract id and menu from URL: /public/list/data/detail/id/{id}/menu/{menu}/page/{page} + const urlMatch = linkD.match(/\/id\/(\d+)\/menu\/(\d+)/); + const id = urlMatch ? urlMatch[1] : null; + // const menu = urlMatch ? urlMatch[2] : null; + + const detailPageHtml = curlHtml(linkD); + + detailHtmlPath = `debug-menu-${menuId}-detail-${id}.html` + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, detailHtmlPath), + detailPageHtml, + "utf8" + ); + + } catch (error) { + console.error('error :', error) + detailHtmlPath = '' + } + } + + items.push({ + title, + detailRef: linkD, + detail:{ + img: imgs, + content: text, + mainImage: mainImage + }, + date: date || null, + image: absUrl(imgSrc), + detailPageHtml: detailHtmlPath ?? undefined, // ไฟล์จากหน้า detail + sourcePage: page, + sourceUrl: url, + }); + }); + + const output = { + source: url, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + menuId, + page, + count: items.length, + items, + }; + + const outJson = path.join(OUT, `list-menu-${menuId}-page-${page}.json`); + fs.writeFileSync(outJson, JSON.stringify(output, null, 2), "utf8"); + + console.log(`✅ page ${page} -> items ${items.length}`); + return items; +} + +(function main() { + const menuId = 1545; + const totalPages = 1; + + const all = []; + const seen = new Set(); + + // ถ้าไม่อยากให้มี HTML 53 ไฟล์ ให้เป็น false + const saveHtml = true; + + for (let page = 1; page <= totalPages; page++) { + const items = scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml); + + // รวม + กันซ้ำ + for (const it of items) { + const key = `${it.title}|${it.date || ""}|${it.image || ""}`; + if (seen.has(key)) continue; + seen.add(key); + all.push(it); + } + } + + const merged = { + menuId, + totalPages, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + totalItems: all.length, + items: all, + }; + + const outAll = path.join(OUT, `list-menu-${menuId}-all.json`); + fs.writeFileSync(outAll, JSON.stringify(merged, null, 2), "utf8"); + + console.log("✅ Saved merged JSON:", outAll); + console.log("✅ Total unique items:", all.length); +})(); diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html new file mode 100644 index 0000000..7473f5a --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html @@ -0,0 +1,2373 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ วัดกลางคลองสื่

+ +
+
+ + + + + +
+
+
+ วัดกลางคลองสื่ +
+
+ + +
+

วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า "วัดใหม่กลางคลองสี่" แต่ได้เป็นนามเป็น "วัดกลางคลองสี่" เมื่อปี พ.ศ. 2480

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html new file mode 100644 index 0000000..dfb1386 --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html @@ -0,0 +1,2379 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ วัดคลองชัน

+ +
+
+ + + + + +
+
+
+ วัดคลองชัน +
+
+ + +
+

วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ

+ +

วัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า "ปาก" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า "วัดคลองชัน" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย

+ +

อาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง

+ +

 

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html new file mode 100644 index 0000000..d11de7b --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html @@ -0,0 +1,2375 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ ตลาดกลางลาดสวาย

+ +
+
+ + + + + +
+
+
+ ตลาดกลางลาดสวาย +
+
+ + +
+

ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39  หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.

+ +

 

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json new file mode 100644 index 0000000..724812c --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json @@ -0,0 +1,59 @@ +{ + "menuId": 1545, + "totalPages": 1, + "scrapedAt": "2026-01-14T07:29:52.933Z", + "totalItems": 3, + "items": [ + { + "title": "ตลาดกลางลาดสวาย", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1396/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_1.jpg?820", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_2.jpg?454" + ], + "content": "ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39 หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396.jpg?105" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1396.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดคลองชัน", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1395/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_1.jpg?9", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_2.jpg?841" + ], + "content": "วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ\nวัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า \"ปาก\" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า \"วัดคลองชัน\" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย\nอาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395.jpg?257" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1395.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดกลางคลองสื่", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1394/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_1.jpg?598", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_2.jpg?228" + ], + "content": "วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า \"วัดใหม่กลางคลองสี่\" แต่ได้เป็นนามเป็น \"วัดกลางคลองสี่\" เมื่อปี พ.ศ. 2480", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394.jpg?799" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1394.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json new file mode 100644 index 0000000..10f4b62 --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json @@ -0,0 +1,60 @@ +{ + "source": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1", + "scrapedAt": "2026-01-14T07:29:52.926Z", + "menuId": 1545, + "page": 1, + "count": 3, + "items": [ + { + "title": "ตลาดกลางลาดสวาย", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1396/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_1.jpg?820", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_2.jpg?454" + ], + "content": "ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39 หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396.jpg?105" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1396.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดคลองชัน", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1395/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_1.jpg?9", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_2.jpg?841" + ], + "content": "วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ\nวัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า \"ปาก\" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า \"วัดคลองชัน\" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย\nอาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395.jpg?257" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1395.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดกลางคลองสื่", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1394/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_1.jpg?598", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_2.jpg?228" + ], + "content": "วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า \"วัดใหม่กลางคลองสี่\" แต่ได้เป็นนามเป็น \"วัดกลางคลองสี่\" เมื่อปี พ.ศ. 2480", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394.jpg?799" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1394.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html new file mode 100644 index 0000000..4f62a87 --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html @@ -0,0 +1,2203 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + + + +
+
+
+
+
+ + + +
+
+ + + + + + +
+
+ + +
+ +
+
+
+
+
+
+ + +
+ + + + +
+ + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ + Share on Line +
+
+ + + + +
+ Share on Pinterest +
+
+ + + + +
+
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file