diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html new file mode 100644 index 0000000..c309c4e --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html @@ -0,0 +1,2402 @@ + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + +
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+ ธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี
+ +1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
+ +2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
+ +3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
+ +4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
+ +5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
+ +6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ
+ +7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ
+ +ธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ
+ +1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน
+ +2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย
+ +3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
+ +4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
+ +5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง
+ +6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
+ ++ +
เป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้
+ +1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น
+ +2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น
+ +3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
+ +1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี
+ +2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น
+ +3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
+ +4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน
+ +จะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน
+ +ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html
new file mode 100644
index 0000000..243df29
--- /dev/null
+++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html
@@ -0,0 +1,2434 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+ การบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ
+ +ในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน "ถือบ้านถือเมือง" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก
+ +ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย
+ +การบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย
+ +เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า "คณะกรรมการราษฎร" มี "ประธานกรรมการราษฎร" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "คณะรัฐมนตรี" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี "รัฐมนตรี" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี "นายกรัฐมนตรี" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน
+ +ในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี
+ +บรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้
+ +ในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา
+ +รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้
+ +1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ
+ +2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
+ +3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น
+ +4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ
+ +5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน
+ +6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม
+ +7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
+ +8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม
+ +การวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
+ +ในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น
+ +การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส
+ +การจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ
+ +สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา
+ +การบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล
+ +การบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ
+ +การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา
+ ++ +
เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.
+ +สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน
+ +“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550
+ +“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.
+ +“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475
+ +“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475
+ +“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.
+ +รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ
+ +วิรัช ถิรพันธุ์เมธี : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636
+ +การบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/
+ ++ +
ผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง
+ +ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง
+ +ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html
new file mode 100644
index 0000000..6c4bbc0
--- /dev/null
+++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html
@@ -0,0 +1,2495 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+ ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด
+ +ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง
+ +การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น
+ +จากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]
+ +1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]
+ +2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]
+ +3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น
+ +4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง
+ +5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย
+ +6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
+ +โดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]
+ +วิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]
+ +1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว
+ +ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น
+ +ต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ
+ +ต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป
+ +2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
+ +พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์
+ +หากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย
+ +อย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก
+ +3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
+ +ต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย
+ +1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ
+ +2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ
+ +3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ
+ +4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ
+ +คณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น
+ +ในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป
+ +4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475
+ +ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา
+ +ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค
+ +ในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น
+ +ในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา
+ +ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515
+ +ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง
+ +และในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง
+ +กล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา
+ +นับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]
+ +1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง
+ +2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
+ +3) มีอิสระในการปกครองตนเอง
+ +4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม
+ +5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ
+ +6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง
+ +7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ
+ +8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท
+ +9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ
+ +สำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ
+ +1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่
+ +1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล
+ +2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล
+ +3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล
+ +2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ
+ +1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต
+ +2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา
+ +การปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย
+ +ธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.
+ +ธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.
+ +ชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.
+ +ชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
+ +ประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
+ +ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html
new file mode 100644
index 0000000..46cf653
--- /dev/null
+++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html
@@ -0,0 +1,2377 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html
new file mode 100644
index 0000000..4dfa8d8
--- /dev/null
+++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html
@@ -0,0 +1,2520 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html
new file mode 100644
index 0000000..f55a248
--- /dev/null
+++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html
@@ -0,0 +1,2220 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json
new file mode 100644
index 0000000..b21fb01
--- /dev/null
+++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json
@@ -0,0 +1,131 @@
+{
+ "menuId": 1628,
+ "totalPages": 1,
+ "scrapedAt": "2026-01-14T07:18:05.533Z",
+ "totalItems": 5,
+ "items": [
+ {
+ "title": "รายงานการฝึกอบรม",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/3801/menu/1628/page/1",
+ "files": [
+ {
+ "fileName": "อบรมท่านปลัดสุรพัศ",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/1",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_7.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ },
+ {
+ "fileName": "กองคลัง",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/2",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_5.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ },
+ {
+ "fileName": "กองสาธารณสุข",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/3",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_4.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "อภิญาดา",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/4",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_3.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "ปุณยนุช",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/5",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_2.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "ธนัชพร",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/6",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_1.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "ศันสนีย์",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/7",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_6.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "อบรมฐิติกร",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/8",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_8.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "soft power",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/1",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_1.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ },
+ {
+ "fileName": "อบรมหหลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการของนายอดิศักดิ์",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/2",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_2.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ }
+ ],
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-3801.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "อบรมองค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/2989/menu/1628/page/1",
+ "files": [
+ {
+ "fileName": "1. รายงานผลการอบรม หลักสูตร องค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการบริหารงานบุคคล การรักษาวินัยการเสริมสร้างพัฒนาและป้องกันการกระทำผิดวินัย และคุณธรรมจริยธรรมผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/7257/seq/1",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_2989/files_7257_1.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ }
+ ],
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-2989.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "การปกครองส่วนท้องถิ่น",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1805/menu/1628/page/1",
+ "files": [],
+ "detail": {
+ "img": [],
+ "content": "ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น\nความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+\nจากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]\n1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]\n2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]\n3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น\n4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง\n5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย\n6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม\nโดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]\nความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย\nวิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]\n1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว\nในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป\n2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว\nพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์\nหากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย\nอย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก\n3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว\nต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย\n1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ\n2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ\n3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ\n4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ\nคณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น\nในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป\n4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475\nในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค\nในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น\nในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515\nในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง\nและในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง\nกล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา\nองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nนับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]\n1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง\n2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ\n3) มีอิสระในการปกครองตนเอง\n4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม\n5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ\n6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง\n7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ\n8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท\n9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ\nรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nสำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ\n1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่\n1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล\n2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ\n1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต\n2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา\nการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย\nอ้างอิง\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nบรรณานุกรม\nชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.\nชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.\nประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?",
+ "mainImage": ""
+ },
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1805.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "การบริหารราชการแผ่นดิน",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1804/menu/1628/page/1",
+ "files": [],
+ "detail": {
+ "img": [],
+ "content": "ความหมาย\nการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ\nการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย\nในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน \"ถือบ้านถือเมือง\" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก\nในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย\nการบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย\nเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า \"คณะกรรมการราษฎร\" มี \"ประธานกรรมการราษฎร\" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า \"คณะรัฐมนตรี\" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี \"รัฐมนตรี\" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี \"นายกรัฐมนตรี\" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน\nผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน\nในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี\nบรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้\nในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา\nการบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ\nรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้\n1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ\n2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่\n3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น\n4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ\n5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน\n6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม\n7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด\n8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม\nการวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น\nในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส\nการจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ\nสำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา\nการบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล\nการบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ\nการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.\nสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน\nบรรณานุกรม\n“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550\n“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.\n“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.\nรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ\nวิรัช ถิรพันธุ์เมธี : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636\nการบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/\nผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?",
+ "mainImage": ""
+ },
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1804.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1803/menu/1628/page/1",
+ "files": [],
+ "detail": {
+ "img": [],
+ "content": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\nธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี\nกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน\n2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ\n3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ\n4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น\n5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์\n6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ\n7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ\nความสำคัญของธรรมาภิบาล\nธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ\n1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน\n2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย\n3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้\n4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม\n5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง\n6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น\nกลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี\nเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้\n1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น\n2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น\n3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี\nแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น\n3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม\n4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน\nจะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?",
+ "mainImage": ""
+ },
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1803.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ }
+ ]
+}
\ No newline at end of file
diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json
new file mode 100644
index 0000000..402f4d3
--- /dev/null
+++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json
@@ -0,0 +1,132 @@
+{
+ "source": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1",
+ "scrapedAt": "2026-01-14T07:18:05.521Z",
+ "menuId": 1628,
+ "page": 1,
+ "count": 5,
+ "items": [
+ {
+ "title": "รายงานการฝึกอบรม",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/3801/menu/1628/page/1",
+ "files": [
+ {
+ "fileName": "อบรมท่านปลัดสุรพัศ",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/1",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_7.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ },
+ {
+ "fileName": "กองคลัง",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/2",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_5.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ },
+ {
+ "fileName": "กองสาธารณสุข",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/3",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_4.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "อภิญาดา",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/4",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_3.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "ปุณยนุช",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/5",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_2.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "ธนัชพร",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/6",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_1.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "ศันสนีย์",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/7",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_6.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "อบรมฐิติกร",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/8",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_8.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ },
+ {
+ "fileName": "soft power",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/1",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_1.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ },
+ {
+ "fileName": "อบรมหหลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการของนายอดิศักดิ์",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/2",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_2.pdf",
+ "downloadCount": 4
+ }
+ ],
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-3801.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "อบรมองค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/2989/menu/1628/page/1",
+ "files": [
+ {
+ "fileName": "1. รายงานผลการอบรม หลักสูตร องค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการบริหารงานบุคคล การรักษาวินัยการเสริมสร้างพัฒนาและป้องกันการกระทำผิดวินัย และคุณธรรมจริยธรรมผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น",
+ "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/7257/seq/1",
+ "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_2989/files_7257_1.pdf",
+ "downloadCount": 6
+ }
+ ],
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-2989.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "การปกครองส่วนท้องถิ่น",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1805/menu/1628/page/1",
+ "files": [],
+ "detail": {
+ "img": [],
+ "content": "ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น\nความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+\nจากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]\n1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]\n2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]\n3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น\n4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง\n5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย\n6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม\nโดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]\nความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย\nวิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]\n1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว\nในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป\n2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว\nพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์\nหากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย\nอย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก\n3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว\nต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย\n1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ\n2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ\n3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ\n4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ\nคณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น\nในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป\n4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475\nในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค\nในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น\nในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515\nในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง\nและในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง\nกล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา\nองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nนับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]\n1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง\n2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ\n3) มีอิสระในการปกครองตนเอง\n4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม\n5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ\n6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง\n7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ\n8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท\n9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ\nรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nสำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ\n1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่\n1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล\n2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ\n1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต\n2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา\nการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย\nอ้างอิง\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nบรรณานุกรม\nชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.\nชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.\nประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?",
+ "mainImage": ""
+ },
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1805.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "การบริหารราชการแผ่นดิน",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1804/menu/1628/page/1",
+ "files": [],
+ "detail": {
+ "img": [],
+ "content": "ความหมาย\nการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ\nการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย\nในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน \"ถือบ้านถือเมือง\" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก\nในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย\nการบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย\nเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า \"คณะกรรมการราษฎร\" มี \"ประธานกรรมการราษฎร\" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า \"คณะรัฐมนตรี\" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี \"รัฐมนตรี\" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี \"นายกรัฐมนตรี\" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน\nผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน\nในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี\nบรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้\nในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา\nการบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ\nรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้\n1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ\n2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่\n3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น\n4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ\n5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน\n6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม\n7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด\n8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม\nการวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น\nในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส\nการจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ\nสำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา\nการบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล\nการบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ\nการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.\nสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน\nบรรณานุกรม\n“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550\n“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.\n“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.\nรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ\nวิรัช ถิรพันธุ์เมธี : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636\nการบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/\nผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?",
+ "mainImage": ""
+ },
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1804.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี",
+ "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1803/menu/1628/page/1",
+ "files": [],
+ "detail": {
+ "img": [],
+ "content": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\nธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี\nกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน\n2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ\n3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ\n4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น\n5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์\n6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ\n7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ\nความสำคัญของธรรมาภิบาล\nธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ\n1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน\n2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย\n3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้\n4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม\n5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง\n6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น\nกลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี\nเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้\n1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น\n2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น\n3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี\nแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น\n3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม\n4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน\nจะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?",
+ "mainImage": ""
+ },
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1803.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1"
+ }
+ ]
+}
\ No newline at end of file
diff --git a/award_of_pride.js b/award_of_pride.js
index 5b29caf..033954b 100644
--- a/award_of_pride.js
+++ b/award_of_pride.js
@@ -184,7 +184,7 @@ function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) {
}
(function main() {
- const menuId = 1402; // กิจกรรม
+ const menuId = 1402;
const totalPages = 1;
const all = [];
diff --git a/km-learning-organization.js b/km-learning-organization.js
new file mode 100644
index 0000000..3563bc1
--- /dev/null
+++ b/km-learning-organization.js
@@ -0,0 +1,384 @@
+// หน้าแรก > งานบริการ > KM องค์กรแห่งการเรียนรู้
+
+const { execSync } = require("child_process");
+const cheerio = require("cheerio");
+const fs = require("fs");
+const path = require("path");
+const axios = require("axios").default;
+
+const BASE = "https://ladsawai.go.th";
+const OUT = path.join(process.cwd(), "KM องค์กรแห่งการเรียนรู้");
+fs.mkdirSync(OUT, { recursive: true });
+
+function curlHtml(url) {
+ return execSync(
+ `curl -L -s "${url}" -H "User-Agent: Mozilla/5.0" -H "Accept-Language: th-TH,th;q=0.9"`,
+ { encoding: "utf8", maxBuffer: 30 * 1024 * 1024 }
+ );
+}
+
+function absUrl(href) {
+ if (!href) return null;
+ if (href.startsWith("http")) return href;
+ if (href.startsWith("/")) return BASE + href;
+ return BASE + "/" + href;
+}
+
+function scrapeDetailImagesContent(detailUrl) {
+ const html = curlHtml(detailUrl);
+ const $ = cheerio.load(html);
+
+ // ---------- images ----------
+ const imgSet = new Set();
+
+ $(".maingroup.gallery a[href]").each((_, a) => {
+ const href = ($(a).attr("href") || "").trim();
+ const full = absUrl(href);
+ if (full) imgSet.add(full);
+ });
+
+ if (imgSet.size === 0) {
+ $("a[href]").each((_, a) => {
+ const href = ($(a).attr("href") || "").trim();
+ const full = absUrl(href);
+ if (full && /\.(jpg|jpeg|png|webp|gif)(\?|$)/i.test(full)) imgSet.add(full);
+ });
+ }
+
+ // ---------- content ----------
+ // ✅ เลือกกล่องที่ไม่ใช่ gallery และ "มีข้อความจริง"
+ const candidates = $(".col-12.maingroup").not(".gallery");
+
+ let bestBox = null;
+ let bestScore = -1;
+
+ candidates.each((_, el) => {
+ const $el = $(el);
+
+ // เอา text โดยตัดของไม่เกี่ยว (emoji img, script, style)
+ const text = $el
+ .clone()
+ .find("img, script, style")
+ .remove()
+ .end()
+ .text()
+ .replace(/\s+/g, " ")
+ .trim();
+
+ const pCount = $el.find("p").length;
+ const score = (text ? text.length : 0) + pCount * 50; // ให้ p มีน้ำหนักเพิ่ม
+
+ if (score > bestScore) {
+ bestScore = score;
+ bestBox = $el;
+ }
+ });
+
+ let content = "";
+ if (bestBox && bestBox.length) {
+ const lines = [];
+
+ // วนตามลำดับจริงใน DOM: ทั้งหัวข้อ (h2) และเนื้อหา (p)
+ bestBox.find("h2, p").each((_, el) => {
+ const $node = $(el);
+ const tag = ($node.prop("tagName") || "").toLowerCase();
+
+ const t = $node
+ .clone()
+ .find("img") // ตัดรูป emoji ใน p/h2
+ .remove()
+ .end()
+ .text()
+ .replace(/\s+/g, " ")
+ .trim();
+
+ if (!t) return;
+
+ // แยกหัวข้อให้เด่นขึ้นเล็กน้อย (ยังคงเป็น plain text)
+ if (tag === "h2") lines.push(t);
+ else lines.push(t);
+ });
+
+ content = lines.length
+ ? lines.join("\n")
+ : bestBox
+ .clone()
+ .find("img, script, style")
+ .remove()
+ .end()
+ .text()
+ .replace(/\s+/g, " ")
+ .trim();
+ }
+
+ let mainImageUrl = ''
+ try{
+ const mainImageDiv = $(".imagestopic img[src]");
+ const src = ($(mainImageDiv).attr("src") || "").trim();
+ const full = absUrl(src);
+ if (full) mainImageUrl = full;
+ }
+ catch(error){
+ mainImageUrl = ''
+ }
+
+ return { imgs: [...imgSet], text: content, mainImage: mainImageUrl };
+}
+
+function buildUrl(menuId, page) {
+ return `${BASE}/public/list/data/index/menu/${menuId}/page/${page}`;
+}
+
+function detectTotalPages($) {
+ let maxPage = 1;
+ $("a").each((_, a) => {
+ const t = $(a).text().trim();
+ if (/^\d+$/.test(t)) maxPage = Math.max(maxPage, Number(t));
+ });
+ return maxPage;
+}
+
+function extractFileLinksFromDetail(detailUrl) {
+ const html = curlHtml(detailUrl);
+ const $ = cheerio.load(html);
+
+ const files = [];
+
+ $("a.uploadconfig_link").each((_, a) => {
+ const el = $(a);
+ const href = el.attr("href");
+ const dataHref = el.attr("data-href");
+ const fileUrl = absUrl(dataHref || href);
+ if (!fileUrl) return;
+
+ const text = el.text().replace(/\s+/g, " ").trim() || null
+ let title = text
+ let downloadCount = 0
+ if(text && text.includes('ดาวน์โหลดแล้ว')){
+ try {
+ const splitList = text.split(' ดาวน์โหลดแล้ว ')
+ title = splitList[0]
+ downloadCount = parseInt(splitList[1].replace('ครั้ง', '').trim())
+ } catch (error) {
+ title = text
+ downloadCount = 0
+ }
+ }
+
+ files.push({
+ text: title,
+ url: fileUrl,
+ downloadCount: downloadCount
+ });
+ });
+
+ // fallback: ลิงก์ไฟล์แบบตรง ๆ
+ $("a[href]").each((_, a) => {
+ const href = $(a).attr("href");
+ const u = absUrl(href);
+ if (!u) return;
+
+ if (/\.(pdf|doc|docx|xls|xlsx|ppt|pptx|zip|rar)(\?|$)/i.test(u)) {
+ if (!files.some((f) => f.url === u)) {
+ files.push({ text: $(a).text().trim() || null, url: u });
+ }
+ }
+ });
+
+ return files;
+ }
+
+// ✅ ยิง api /status/1/ เพื่อเอา path จริง
+async function resolveRealFilePath(fileUrl) {
+ try {
+ // กันกรณีมี / ท้ายอยู่แล้ว
+ const statusUrl = fileUrl.replace(/\/$/, "") + "/status/1/";
+ const res = await axios.get(statusUrl, { timeout: 30000 });
+ return res?.data?.path || null;
+ } catch (e) {
+ return null;
+ }
+}
+
+// ✅ limit concurrency แบบง่าย (กันยิงหนักเกิน)
+async function mapLimit(arr, limit, mapper) {
+ const ret = [];
+ let i = 0;
+
+ async function worker() {
+ while (i < arr.length) {
+ const idx = i++;
+ ret[idx] = await mapper(arr[idx], idx);
+ }
+ }
+
+ const workers = Array.from({ length: Math.min(limit, arr.length) }, worker);
+ await Promise.all(workers);
+ return ret;
+}
+
+async function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) {
+ const url = buildUrl(menuId, page);
+ const html = curlHtml(url);
+
+ if (saveHtml) {
+ fs.writeFileSync(
+ path.join(OUT, `debug-menu-${menuId}-page-${page}.html`),
+ html,
+ "utf8"
+ );
+ }
+
+ const $ = cheerio.load(html);
+
+ // ✅ แปลง rows เป็น array ก่อน
+ const rows = $(".row.data-row").toArray();
+
+ // ✅ ประมวลผลแบบมี limit (เช่น 5 concurrent)
+ const items = (await mapLimit(rows, 5, async (row) => {
+ const el = $(row);
+ const a = el.find("a.listdataconfig_link[href]").first();
+ if (!a.length) return null;
+
+ const title =
+ a.find("label.font-weight").text().replace(/\s+/g, " ").trim() ||
+ a.text().replace(/\s+/g, " ").trim();
+
+ if (!title) return null;
+
+ const detailUrl = absUrl(a.attr("href"));
+ let files = [];
+ let realPathFiles = []
+
+ try {
+ if (detailUrl) files = extractFileLinksFromDetail(detailUrl);
+ for(let i = 0; i < files.length; i++){
+ const file = files[i]
+ let realPath = null;
+ let fileObject = {
+ fileName: file.text,
+ fileUrl: file.url, // ไฟล์จากหน้า detail
+ filePath: "", // ✅ ของจริงจาก api /status/1/
+ downloadCount: file.downloadCount
+ }
+ try {
+ const fileUrl = file?.url ? absUrl(file.url) : null;
+ if (fileUrl) {
+ realPath = await resolveRealFilePath(fileUrl);
+ fileObject.filePath = `https://ladsawai.go.th/public/${realPath}`
+ }
+ } catch (error) {
+ realPath = null;
+ }
+
+ realPathFiles.push(fileObject)
+ }
+ } catch (e) {
+ files = [];
+ }
+
+ let detail = undefined
+ if(files.length == 0){
+ const { text, imgs, mainImage } = detailUrl ? scrapeDetailImagesContent(detailUrl) : [];
+
+ detail = {
+ img: imgs,
+ content: text,
+ mainImage: mainImage
+ }
+ }
+
+ let detailHtmlPath = ''
+ if (saveHtml) {
+ try {
+ // Extract id and menu from URL: /public/list/data/detail/id/{id}/menu/{menu}/page/{page}
+ const urlMatch = detailUrl.match(/\/id\/(\d+)\/menu\/(\d+)/);
+ const id = urlMatch ? urlMatch[1] : null;
+ // const menu = urlMatch ? urlMatch[2] : null;
+
+ const detailPageHtml = curlHtml(detailUrl);
+
+ detailHtmlPath = `debug-menu-${menuId}-detail-${id}.html`
+ fs.writeFileSync(
+ path.join(OUT, detailHtmlPath),
+ detailPageHtml,
+ "utf8"
+ );
+
+ } catch (error) {
+ console.error('error :', error)
+ detailHtmlPath = ''
+ }
+ }
+
+ return {
+ title,
+ detailUrl: detailUrl || null,
+ files: realPathFiles,
+ detail: detail,
+ detailPageHtml: detailHtmlPath ?? undefined, // ไฟล์จากหน้า detail
+ sourcePage: page,
+ sourceUrl: url,
+ };
+ }))
+ .filter(Boolean); // ตัด null ออก
+
+ const output = {
+ source: url,
+ scrapedAt: new Date().toISOString(),
+ menuId,
+ page,
+ count: items.length,
+ items,
+ };
+
+ fs.writeFileSync(
+ path.join(OUT, `menu-${menuId}-page-${page}.json`),
+ JSON.stringify(output, null, 2),
+ "utf8"
+ );
+
+ console.log(`✅ page ${page} -> items ${items.length}`);
+ return { $, items };
+}
+
+(async function main() {
+ const menuId = 1628;
+
+ const first = await scrapeOnePage(menuId, 1, true);
+ const totalPages = detectTotalPages(first.$);
+ console.log("✅ totalPages =", totalPages);
+
+ const all = [];
+ const seen = new Set();
+
+ function addItems(items) {
+ for (const it of items) {
+ const key = `${it.title}|${it.detailUrl || ""}|${it.filePath || ""}`;
+ if (seen.has(key)) continue;
+ seen.add(key);
+ all.push(it);
+ }
+ }
+
+ addItems(first.items);
+
+ for (let p = 2; p <= totalPages; p++) {
+ const { items } = await scrapeOnePage(menuId, p, false);
+ addItems(items);
+ }
+
+ const merged = {
+ menuId,
+ totalPages,
+ scrapedAt: new Date().toISOString(),
+ totalItems: all.length,
+ items: all,
+ };
+
+ const outAll = path.join(OUT, `menu-${menuId}-all.json`);
+ fs.writeFileSync(outAll, JSON.stringify(merged, null, 2), "utf8");
+
+ console.log("🎉 Saved all:", outAll);
+ console.log("🎉 Total unique:", all.length);
+})();
diff --git a/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json b/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json
new file mode 100644
index 0000000..d94b019
--- /dev/null
+++ b/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json
@@ -0,0 +1,13 @@
+{
+ "type": "service_account",
+ "project_id": "lsw-website-484309",
+ "private_key_id": "6a86a07bc9d5c655d4d9b96462ab02c0d61d221e",
+ "private_key": "-----BEGIN PRIVATE KEY-----\nMIIEvQIBADANBgkqhkiG9w0BAQEFAASCBKcwggSjAgEAAoIBAQDGm6pr5y1LguDH\ni5zfv7zpzGkaXSxWDoMIBfYf0s/cDuHFtObN1zE/6KErOFLaUQsS8ngvpVX9hNSf\n3X5F6E/1MQB4a/KgMbozP3AeaGTceyyd33QTKNSgTdSFcnJVHovmS37xfWL68jRa\nnj0toiq7C/46/VzzM41RNubiczVXt5Rer5YptRCSc9Pwv0gQkvrDNAsJqLX6+QW6\n/PVlR0ZUewB+dEQJO5ksVaOUhlfvrapx/HuxCZB4FA8V9alt2sefpeCv0OWSb/2Z\nWGtPfdXA3AIlKTefiUaMTAjF1YC0SaUzq9jVobnhE1Ub4dkufAj50vBjHDMxdUif\nT7NieruFAgMBAAECggEAUWsORbbbLDoGkPcsg9NUDBp2uc6ZdtvzHm5nNCuVd7aI\nGqcq+RZvQ65Hp/KqkIIpwoYw/ANRCaGTEshX1CvE35TLhxJlwAMyvICUo3qTYomC\nRGQO7y3NYLwXU++TbE6d9nZbn38R/SMekEmPde4li1GC0sb7/F1VYQZbR1kIdKD+\nKCvif0xvovkwQQi3aGM/nTYXeJDdkhEaVA/mD8Hc5yVauBK/W5eXqUMNuusDAKuy\nvR83ke5e/dLoN7VTBlMqUmDapbGtzWszTFmbK/SoY38IoD+Msz+0Ia5QFL7lyAMy\ndkJuHsz+IFZ3lBPBO1qT3alASIFUDNVs+a3m4Ja67wKBgQDkHuy+wYwQEDBD5ICp\nrLdlND8kfXbUc3CB1cJAF7KET063A3GWplYFzBHmCisVAPqLembfM7nQLrVRJbJG\nHnC+hq1TT7lVjHwPgdp275joa75rVgZiLR3IdQBWcXb1vIsTzzBgOVheZh7Dxk4I\nKpE4UQ8YomTaR/1eKNWpB/3TFwKBgQDe4WTuRhTvdVIsMNgew1jaFDUS7PHrQj6T\nBne5MHGAJOkJFkKa9Gw3kvzwMKIH9U0UgaZAS05XdLY85XxqEve+T9vT+1adA7pX\nh6sWKZLHHKBEkeTkxVaxWK5yzn9dJA11zsF5Xt5xQ6e+hLn69YpYcbealN/DJ367\nCvFj7B83wwKBgQChGR3D0Ndi+Ku9Jn+eU7ToKa91y4zBmAyaBCU8MgAF5CQIpsvu\nweT6DxWMyR2HpbtKCNThR5wvYuz1M5PkZNbmFiINNb4CpkVuhhuL5sSrTnuZPZUg\nfBAOYmIsqdCC1fW5tZXKPnUjpSaQx1iP98+6X7Qzh2uFo1VQy7Gnv1cHXQKBgEwe\nEghGKvQ0zyGEdOrcsEWaTR3vihdcgl5YAR9f6gNnl6ag0ZJ2E1dPfc7R7SRmpDJy\nrMKcdV7s3ygg/8KCQ9XdFChrWAM7uLIYBVgGTrhtkFaatN9kfd0Helx/JYQ7wdUQ\nDYdT3Qg1oN4yGgoZPWxDOf8zBNBzdpaOgC4t/+NdAoGAKG6sLkRIE5Ian8UbXUbC\nulkleeAzaI5l77oNh8ldcBFhyKPBeyjt1sAPApVPno8NGcKcQCXoBBG1UyGdk/MQ\n0yD8bnmEllPQbvi6zwV4vW+2SuDeT4nn2ofUj5VQzKqyfj+WOm5+Mzg47x/v4pEx\nNVhcWLtXVMQb8DpUKpgcPzQ=\n-----END PRIVATE KEY-----\n",
+ "client_email": "lsw-google-drive@lsw-website-484309.iam.gserviceaccount.com",
+ "client_id": "105782650926280820675",
+ "auth_uri": "https://accounts.google.com/o/oauth2/auth",
+ "token_uri": "https://oauth2.googleapis.com/token",
+ "auth_provider_x509_cert_url": "https://www.googleapis.com/oauth2/v1/certs",
+ "client_x509_cert_url": "https://www.googleapis.com/robot/v1/metadata/x509/lsw-google-drive%40lsw-website-484309.iam.gserviceaccount.com",
+ "universe_domain": "googleapis.com"
+}
diff --git a/package.json b/package.json
index d495b8f..d56ccce 100644
--- a/package.json
+++ b/package.json
@@ -13,6 +13,7 @@
"axios": "^1.13.2",
"cheerio": "^1.0.0-rc.12",
"fetch-blob": "^4.0.0",
+ "googleapis": "^170.0.0",
"got": "^14.6.5",
"node-fetch": "^2.7.0",
"playwright": "^1.57.0"
diff --git a/read-google-drive.js b/read-google-drive.js
new file mode 100644
index 0000000..ee17a97
--- /dev/null
+++ b/read-google-drive.js
@@ -0,0 +1,143 @@
+const API_KEY = 'AIzaSyAobSJ6RDkfIj6oUNYhvRjygkAODzQocyg';
+const DEFAULT_FOLDER_ID = '1Q6LJW_3YarYcUUvUPKqfH7DqPDuJ-8ra'; // รหัสที่อยู่หลัง /folders/ ใน URL
+const UPLOAD_TO = 'https://web-lsw-dev.nueamek.app/api/upload-file';
+
+const { google } = require('googleapis');
+const fs = require('fs');
+
+// 1. ระบุ path ของไฟล์ JSON ที่คุณโหลดมา
+const KEYFILEPATH = 'lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json';
+
+// 2. กำหนดสิทธิ์ (Scopes) - ในที่นี้คืออ่านไฟล์ใน Drive
+const SCOPES = ['https://www.googleapis.com/auth/drive.readonly'];
+
+// 3. สร้างตัวตน (Auth Client)
+const auth = new google.auth.GoogleAuth({
+ keyFile: KEYFILEPATH,
+ scopes: SCOPES,
+});
+
+async function listFiles(deep = 0,folderId = undefined, folderName = '') {
+ // https://www.googleapis.com/drive/v3/files
+ const url = `https://www.googleapis.com/drive/v3/files?q='${folderId ?? DEFAULT_FOLDER_ID}'+in+parents&key=${API_KEY}`;
+
+ let files = []
+ try {
+ const response = await fetch(url);
+ const data = await response.json();
+
+ if (data.files && data.files.length > 0) {
+ let forTest = data.files
+ if(deep == 0){
+ forTest = data.files.slice(0, 1)
+ }
+ data.files.forEach(async file => {
+ // console.log(file);
+ console.log(`ชื่อไฟล์: ${file.name}, ID: ${file.id}`);
+
+ if(file.mimeType.includes('folder')){
+ const fileResultList = await listFiles(deep+1, file.id, file.name)
+ const onlyHaveUrlList = fileResultList.filter(fileResult => fileResult.url)
+ files.push(...onlyHaveUrlList)
+ }
+ else if(file.mimeType.includes('image/jpeg')){
+ const fileResult = await downloadAndUpload(file.id, file.name)
+ if(fileResult.url){
+ files.push(fileResult)
+ }
+ }
+ });
+ } else {
+ console.log('ไม่พบไฟล์ในโฟลเดอร์นี้');
+ }
+ } catch (error) {
+ console.error('เกิดข้อผิดพลาด:', error);
+ }
+
+ if(deep == 1 && folderName){
+ const payload = {
+ menuId: 402,
+ templateId: 2,
+ tag: 2,
+ title: folderName,
+ content: '',
+ startAt: "2026-01-14",
+ filedoc: null,
+ imageList: files,
+ }
+ }
+
+ return files
+}
+
+async function downloadAndUpload(fileId, fileName) {
+ try {
+ // #region วิธีที่ง่ายแต่ access มากไปจะโดน google block เพราะคิดว่าเป็น bot
+ // // 1. ดาวน์โหลดเนื้อหาไฟล์จาก Google Drive (ใช้ alt=media)
+ // const downloadUrl = `https://www.googleapis.com/drive/v3/files/${fileId}?alt=media&key=${API_KEY}`;
+ // const response = await fetch(downloadUrl);
+
+ // console.log('response', response)
+ // if (!response.ok) {
+ // // อ่านรายละเอียด Error จาก Google
+ // const errorText = await response.text();
+ // console.error("Error Detail:", errorText);
+ // throw new Error('Download failed');
+ // }
+
+ // const fileBlob = await response.blob();
+
+ // // 2. สร้าง FormData เพื่อเตรียมส่งไปยัง API ของคุณ
+ // const formData = new FormData();
+ // // 'file' คือชื่อ field ที่ API ของคุณรอรับ (เปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม)
+ // formData.append('file', fileBlob, fileName);
+ // #endregion
+
+ // #region Service Account
+ const drive = google.drive({ version: 'v3', auth });
+
+ // 1. การดึงเนื้อหาไฟล์ (Media)
+ const res = await drive.files.get(
+ { fileId: fileId, alt: 'media' },
+ // { responseType: 'stream' }
+ { responseType: 'arraybuffer' }
+ );
+ // คุณสามารถส่ง res.data นี้เข้า FormData เพื่อส่งต่อไปยัง API ของคุณได้เลย
+
+ // 2. สร้าง FormData เพื่อเตรียมส่งไปยัง API ของคุณ
+ // แปลง ArrayBuffer ที่ได้เป็น Blob
+ const fileBlob = new Blob([res.data]);
+ const formData = new FormData();
+ formData.append('file', fileBlob, fileName);
+ // #endregion
+
+ // 3. ส่งข้อมูลไปยัง API ของคุณด้วย POST method
+ const uploadResponse = await fetch(UPLOAD_TO, {
+ method: 'POST',
+ body: formData
+ });
+
+ const result = await uploadResponse.json();
+ // console.log(`อัปโหลดไฟล์ ${fileName} สำเร็จ:`, result);
+
+ return result
+ } catch (error) {
+ console.error(`เกิดข้อผิดพลาดกับไฟล์ ${fileName}:`, error);
+ return {
+ error: error
+ }
+ }
+}
+
+// // ตัวอย่างการใช้งานร่วมกับรายชื่อไฟล์ที่ได้จากข้อก่อนหน้า
+// async function processAllFiles(files) {
+// for (const file of files) {
+// // กรองเอาเฉพาะไฟล์ .js (ถ้าจำเป็น)
+// if (file.name.endsWith('.js')) {
+// await downloadAndUpload(file.id, file.name);
+// }
+// }
+// }
+
+// downloadAndUpload('14SGY4irPJ1FwUA5472zlyYtzHvDNaCQ4', 'test')
+listFiles();
\ No newline at end of file
diff --git a/recommended-tourist-attractions.js b/recommended-tourist-attractions.js
new file mode 100644
index 0000000..da4e327
--- /dev/null
+++ b/recommended-tourist-attractions.js
@@ -0,0 +1,242 @@
+// หน้าแรก > งานบริการ > แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
+
+const { execSync } = require("child_process");
+const cheerio = require("cheerio");
+const fs = require("fs");
+const path = require("path");
+
+const BASE = "https://ladsawai.go.th";
+const OUT = path.join(process.cwd(), "แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว");
+
+fs.mkdirSync(OUT, { recursive: true });
+
+function curlHtml(url) {
+ return execSync(
+ `curl -L -s "${url}" -H "User-Agent: Mozilla/5.0" -H "Accept-Language: th-TH,th;q=0.9"`,
+ { encoding: "utf8", maxBuffer: 20 * 1024 * 1024 }
+ );
+}
+
+function absUrl(src) {
+ if (!src) return null;
+ if (src.startsWith("http")) return src;
+ return BASE + src;
+}
+
+function scrapeDetailImagesContent(detailUrl) {
+ const html = curlHtml(detailUrl);
+ const $ = cheerio.load(html);
+
+ // ---------- images ----------
+ const imgSet = new Set();
+
+ $(".maingroup.gallery a[href]").each((_, a) => {
+ const href = ($(a).attr("href") || "").trim();
+ const full = absUrl(href);
+ if (full) imgSet.add(full);
+ });
+
+ if (imgSet.size === 0) {
+ $("a[href]").each((_, a) => {
+ const href = ($(a).attr("href") || "").trim();
+ const full = absUrl(href);
+ if (full && /\.(jpg|jpeg|png|webp|gif)(\?|$)/i.test(full)) imgSet.add(full);
+ });
+ }
+
+ // ---------- content ----------
+ // ✅ เลือกกล่องที่ไม่ใช่ gallery และ "มีข้อความจริง"
+ const candidates = $(".col-12.maingroup").not(".gallery");
+
+ let bestBox = null;
+ let bestScore = -1;
+
+ candidates.each((_, el) => {
+ const $el = $(el);
+
+ // เอา text โดยตัดของไม่เกี่ยว (emoji img, script, style)
+ const text = $el
+ .clone()
+ .find("img, script, style")
+ .remove()
+ .end()
+ .text()
+ .replace(/\s+/g, " ")
+ .trim();
+
+ const pCount = $el.find("p").length;
+ const score = (text ? text.length : 0) + pCount * 50; // ให้ p มีน้ำหนักเพิ่ม
+
+ if (score > bestScore) {
+ bestScore = score;
+ bestBox = $el;
+ }
+ });
+
+ let content = "";
+ if (bestBox && bestBox.length) {
+ const lines = [];
+
+ bestBox.find("p").each((_, p) => {
+ const t = $(p)
+ .clone()
+ .find("img") // ตัดรูป emoji ใน p
+ .remove()
+ .end()
+ .text()
+ .replace(/\s+/g, " ")
+ .trim();
+
+ if (t) lines.push(t);
+ });
+
+ content = lines.length
+ ? lines.join("\n")
+ : bestBox
+ .clone()
+ .find("img, script, style")
+ .remove()
+ .end()
+ .text()
+ .replace(/\s+/g, " ")
+ .trim();
+ }
+
+ let mainImageUrl = ''
+ try{
+ const mainImageDiv = $(".imagestopic img[src]");
+ const src = ($(mainImageDiv).attr("src") || "").trim();
+ const full = absUrl(src);
+ if (full) mainImageUrl = full;
+ }
+ catch(error){
+ mainImageUrl = ''
+ }
+
+ return { imgs: [...imgSet], text: content, mainImage: mainImageUrl };
+}
+
+function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) {
+ const url = `${BASE}/public/list/data/index/menu/${menuId}/page/${page}`;
+ const html = curlHtml(url);
+
+ if (saveHtml) {
+ fs.writeFileSync(path.join(OUT, `page-menu-${menuId}-page-${page}.html`), html, "utf8");
+ }
+
+ const $ = cheerio.load(html);
+ const items = [];
+
+ $(".row.data-row").each((_, row) => {
+ const el = $(row);
+
+ const title = el
+ .find(".col-12.col-sm-10")
+ .text()
+ .replace(/\s+/g, " ")
+ .trim();
+
+ const detailRef = el
+ .find("a.listdataconfig_link ") // a.listdataconfig_link
+ .attr("href")
+ .trim();
+
+ const date = el.find(".col-sm-2").last().text().trim();
+ const imgSrc = el.find("img").attr("src");
+
+ if (!title) return;
+
+ const linkD = `https://ladsawai.go.th` + detailRef
+ const { text, imgs, mainImage } = linkD ? scrapeDetailImagesContent(linkD) : [];
+
+ let detailHtmlPath = ''
+ if (saveHtml) {
+ try {
+ // Extract id and menu from URL: /public/list/data/detail/id/{id}/menu/{menu}/page/{page}
+ const urlMatch = linkD.match(/\/id\/(\d+)\/menu\/(\d+)/);
+ const id = urlMatch ? urlMatch[1] : null;
+ // const menu = urlMatch ? urlMatch[2] : null;
+
+ const detailPageHtml = curlHtml(linkD);
+
+ detailHtmlPath = `debug-menu-${menuId}-detail-${id}.html`
+ fs.writeFileSync(
+ path.join(OUT, detailHtmlPath),
+ detailPageHtml,
+ "utf8"
+ );
+
+ } catch (error) {
+ console.error('error :', error)
+ detailHtmlPath = ''
+ }
+ }
+
+ items.push({
+ title,
+ detailRef: linkD,
+ detail:{
+ img: imgs,
+ content: text,
+ mainImage: mainImage
+ },
+ date: date || null,
+ image: absUrl(imgSrc),
+ detailPageHtml: detailHtmlPath ?? undefined, // ไฟล์จากหน้า detail
+ sourcePage: page,
+ sourceUrl: url,
+ });
+ });
+
+ const output = {
+ source: url,
+ scrapedAt: new Date().toISOString(),
+ menuId,
+ page,
+ count: items.length,
+ items,
+ };
+
+ const outJson = path.join(OUT, `list-menu-${menuId}-page-${page}.json`);
+ fs.writeFileSync(outJson, JSON.stringify(output, null, 2), "utf8");
+
+ console.log(`✅ page ${page} -> items ${items.length}`);
+ return items;
+}
+
+(function main() {
+ const menuId = 1545;
+ const totalPages = 1;
+
+ const all = [];
+ const seen = new Set();
+
+ // ถ้าไม่อยากให้มี HTML 53 ไฟล์ ให้เป็น false
+ const saveHtml = true;
+
+ for (let page = 1; page <= totalPages; page++) {
+ const items = scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml);
+
+ // รวม + กันซ้ำ
+ for (const it of items) {
+ const key = `${it.title}|${it.date || ""}|${it.image || ""}`;
+ if (seen.has(key)) continue;
+ seen.add(key);
+ all.push(it);
+ }
+ }
+
+ const merged = {
+ menuId,
+ totalPages,
+ scrapedAt: new Date().toISOString(),
+ totalItems: all.length,
+ items: all,
+ };
+
+ const outAll = path.join(OUT, `list-menu-${menuId}-all.json`);
+ fs.writeFileSync(outAll, JSON.stringify(merged, null, 2), "utf8");
+
+ console.log("✅ Saved merged JSON:", outAll);
+ console.log("✅ Total unique items:", all.length);
+})();
diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html
new file mode 100644
index 0000000..7473f5a
--- /dev/null
+++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html
@@ -0,0 +1,2373 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+ วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า "วัดใหม่กลางคลองสี่" แต่ได้เป็นนามเป็น "วัดกลางคลองสี่" เมื่อปี พ.ศ. 2480
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html
new file mode 100644
index 0000000..dfb1386
--- /dev/null
+++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html
@@ -0,0 +1,2379 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+ วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ
+ +วัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า "ปาก" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า "วัดคลองชัน" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย
+ +อาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง
+ ++
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html
new file mode 100644
index 0000000..d11de7b
--- /dev/null
+++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html
@@ -0,0 +1,2375 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+ ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39 หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.
+ ++
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file
diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json
new file mode 100644
index 0000000..724812c
--- /dev/null
+++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json
@@ -0,0 +1,59 @@
+{
+ "menuId": 1545,
+ "totalPages": 1,
+ "scrapedAt": "2026-01-14T07:29:52.933Z",
+ "totalItems": 3,
+ "items": [
+ {
+ "title": "ตลาดกลางลาดสวาย",
+ "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1396/menu/1545/page/1",
+ "detail": {
+ "img": [
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_1.jpg?820",
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_2.jpg?454"
+ ],
+ "content": "ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39 หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.",
+ "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396.jpg?105"
+ },
+ "date": null,
+ "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396_thumbnail.jpg",
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1396.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "วัดคลองชัน",
+ "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1395/menu/1545/page/1",
+ "detail": {
+ "img": [
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_1.jpg?9",
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_2.jpg?841"
+ ],
+ "content": "วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ\nวัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า \"ปาก\" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า \"วัดคลองชัน\" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย\nอาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง",
+ "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395.jpg?257"
+ },
+ "date": null,
+ "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395_thumbnail.jpg",
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1395.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "วัดกลางคลองสื่",
+ "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1394/menu/1545/page/1",
+ "detail": {
+ "img": [
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_1.jpg?598",
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_2.jpg?228"
+ ],
+ "content": "วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า \"วัดใหม่กลางคลองสี่\" แต่ได้เป็นนามเป็น \"วัดกลางคลองสี่\" เมื่อปี พ.ศ. 2480",
+ "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394.jpg?799"
+ },
+ "date": null,
+ "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394_thumbnail.jpg",
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1394.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1"
+ }
+ ]
+}
\ No newline at end of file
diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json
new file mode 100644
index 0000000..10f4b62
--- /dev/null
+++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json
@@ -0,0 +1,60 @@
+{
+ "source": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1",
+ "scrapedAt": "2026-01-14T07:29:52.926Z",
+ "menuId": 1545,
+ "page": 1,
+ "count": 3,
+ "items": [
+ {
+ "title": "ตลาดกลางลาดสวาย",
+ "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1396/menu/1545/page/1",
+ "detail": {
+ "img": [
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_1.jpg?820",
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_2.jpg?454"
+ ],
+ "content": "ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39 หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.",
+ "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396.jpg?105"
+ },
+ "date": null,
+ "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396_thumbnail.jpg",
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1396.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "วัดคลองชัน",
+ "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1395/menu/1545/page/1",
+ "detail": {
+ "img": [
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_1.jpg?9",
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_2.jpg?841"
+ ],
+ "content": "วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ\nวัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า \"ปาก\" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า \"วัดคลองชัน\" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย\nอาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง",
+ "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395.jpg?257"
+ },
+ "date": null,
+ "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395_thumbnail.jpg",
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1395.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1"
+ },
+ {
+ "title": "วัดกลางคลองสื่",
+ "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1394/menu/1545/page/1",
+ "detail": {
+ "img": [
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_1.jpg?598",
+ "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_2.jpg?228"
+ ],
+ "content": "วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า \"วัดใหม่กลางคลองสี่\" แต่ได้เป็นนามเป็น \"วัดกลางคลองสี่\" เมื่อปี พ.ศ. 2480",
+ "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394.jpg?799"
+ },
+ "date": null,
+ "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394_thumbnail.jpg",
+ "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1394.html",
+ "sourcePage": 1,
+ "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1"
+ }
+ ]
+}
\ No newline at end of file
diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html
new file mode 100644
index 0000000..4f62a87
--- /dev/null
+++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html
@@ -0,0 +1,2203 @@
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ | เลือกเปลี่ยนภาษา | +|||||||||
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ |
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
\ No newline at end of file