From 60c5130d65e015264bb71e78763698936d073b59 Mon Sep 17 00:00:00 2001 From: MacM1 Date: Fri, 16 Jan 2026 09:54:55 +0700 Subject: [PATCH] Add new JavaScript files for KM organization learning and recommended tourist attractions, along with JSON files for scraped data and HTML debug pages. Update package.json to include googleapis dependency. Fix minor formatting in award_of_pride.js. --- .../debug-menu-1628-detail-1803.html | 2402 ++++++++++++++++ .../debug-menu-1628-detail-1804.html | 2434 ++++++++++++++++ .../debug-menu-1628-detail-1805.html | 2495 ++++++++++++++++ .../debug-menu-1628-detail-2989.html | 2377 ++++++++++++++++ .../debug-menu-1628-detail-3801.html | 2520 +++++++++++++++++ .../debug-menu-1628-page-1.html | 2220 +++++++++++++++ KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json | 131 + KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json | 132 + award_of_pride.js | 2 +- km-learning-organization.js | 384 +++ lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json | 13 + package.json | 1 + read-google-drive.js | 143 + recommended-tourist-attractions.js | 242 ++ .../debug-menu-1545-detail-1394.html | 2373 ++++++++++++++++ .../debug-menu-1545-detail-1395.html | 2379 ++++++++++++++++ .../debug-menu-1545-detail-1396.html | 2375 ++++++++++++++++ แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json | 59 + แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json | 60 + แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html | 2203 ++++++++++++++ 20 files changed, 24944 insertions(+), 1 deletion(-) create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json create mode 100644 KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json create mode 100644 km-learning-organization.js create mode 100644 lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json create mode 100644 read-google-drive.js create mode 100644 recommended-tourist-attractions.js create mode 100644 แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html create mode 100644 แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html create mode 100644 แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html create mode 100644 แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json create mode 100644 แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json create mode 100644 แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html new file mode 100644 index 0000000..c309c4e --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1803.html @@ -0,0 +1,2402 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +
+
+ + + + + +
+ +
+

ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

ธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี

+ +

กรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน

+ +

2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ

+ +

3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ

+ +

4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น

+ +

5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์

+ +

6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ

+ +

7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ

+ +

ความสำคัญของธรรมาภิบาล

+ +

ธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ

+ +

1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน

+ +

2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย

+ +

3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

+ +

4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

+ +

5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง

+ +

6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

+ +

 

+ +

กลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี

+ +

เป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้

+ +

1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น

+ +

2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น

+ +

3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี

+ +

แนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี

+ +

2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น

+ +

3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

+ +

4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน

+ +

จะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน

+ +

                                                                                         ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html new file mode 100644 index 0000000..243df29 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1804.html @@ -0,0 +1,2434 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ การบริหารราชการแผ่นดิน

+ +
+
+ + + + + +
+ +
+

ความหมาย

+ +

การบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ

+ +

การบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย

+ +

ในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน "ถือบ้านถือเมือง" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก

+ +

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย

+ +

การบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย

+ +

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า "คณะกรรมการราษฎร" มี "ประธานกรรมการราษฎร" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "คณะรัฐมนตรี" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี "รัฐมนตรี" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี "นายกรัฐมนตรี" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน

+ +

ผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน

+ +

ในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี

+ +

บรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้

+ +

ในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา

+ +

การบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ

+ +

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้

+ +

1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ

+ +

2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

+ +

3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น

+ +

4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ

+ +

5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน

+ +

6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม

+ +

7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

+ +

8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม

+ +

การวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น

+ +

ในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น

+ +

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

+ +

การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส

+ +

การจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ

+ +

สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา

+ +

การบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล

+ +

การบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ

+ +

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

+ +

 

+ +

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

+ +

เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.

+ +

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน

+ +

บรรณานุกรม

+ +

“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550

+ +

“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.

+ +

“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475

+ +

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475

+ +

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.

+ +

รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ

+ +

วิรัช ถิรพันธุ์เมธี  : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636

+ +

การบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/

+ +

                                                                                                                                           

+ +

ผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง

+ +

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง

+ +

ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php? 

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html new file mode 100644 index 0000000..6c4bbc0 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-1805.html @@ -0,0 +1,2495 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ การปกครองส่วนท้องถิ่น

+ +
+
+ + + + + +
+ +
+

การปกครองส่วนท้องถิ่น

+ + + +

ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด

+ +

ผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง

+ +
+

การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น

+ +

ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+

+ +

จากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]

+ +

1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]

+ +

2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]

+ +

3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น

+ +

4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง

+ +

5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย

+ +

6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

+ +

โดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]

+ +

ความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย

+ +

วิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]

+ +

1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว

+ +

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น

+ +

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ

+ +

ต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป

+ +

2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

+ +

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์

+ +

หากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย

+ +

อย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก

+ +

3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

+ +

ต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย

+ +

     1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ

+ +

     2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ

+ +

     3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ

+ +

     4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ

+ +

คณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น

+ +

ในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป

+ +

4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475

+ +

ในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

+ +

ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค

+ +

ในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น

+ +

ในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

+ +

ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515

+ +

ในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง

+ +

และในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง

+ +

กล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา

+ +

องค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น

+ +

นับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]

+ +

1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง

+ +

2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

+ +

3) มีอิสระในการปกครองตนเอง

+ +

4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม

+ +

5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ

+ +

6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง

+ +

7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ

+ +

8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท

+ +

9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ

+ +

รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น

+ +

สำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ

+ +

1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่

+ +

     1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล

+ +

     2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล

+ +

     3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล

+ +

2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ

+ +

     1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต

+ +

     2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา

+ +

การปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย

+ +

อ้างอิง

+ +
    +
  1. กระโดดขึ้น↑ Jack C. Plano and Others, Political Science Dictionary (Illinois : The Dry Press, 1973), p.147 อ้างใน ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์, 2535) หน้า 6.
  2. +
  3. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเนศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด, 2539), หน้า 28.
  4. +
  5. กระโดดขึ้น↑ ชูศักดิ์ เที่ยงตรง, การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2518), หน้า 6-7.
  6. +
  7. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, หน้า 29.
  8. +
  9. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, หน้า 32.
  10. +
  11. กระโดดขึ้น↑ ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น, หน้า 122-127.
  12. +
  13. กระโดดขึ้น↑ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, หน้า 30.
  14. +
  15. กระโดดขึ้น↑ ประทาน คงฤทธิศึกษากร, การปกครองท้องถิ่น, หน้า 138.
  16. +
+ +

หนังสือแนะนำให้อ่านต่อ

+ +

ธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

+ +

ธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

+ +

บรรณานุกรม

+ +

ชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.

+ +

ชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

+ +

ประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.

+ +

ที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า  http://wiki.kpi.ac.th/index.php?

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html new file mode 100644 index 0000000..46cf653 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-2989.html @@ -0,0 +1,2377 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + + +
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html new file mode 100644 index 0000000..4dfa8d8 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-detail-3801.html @@ -0,0 +1,2520 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ รายงานการฝึกอบรม

+ +
+
+ + + + + +
+ + + + + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html new file mode 100644 index 0000000..f55a248 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/debug-menu-1628-page-1.html @@ -0,0 +1,2220 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +KM องค์กรแห่งการเรียนรู้-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + + + +
+
+
+
+
+ + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json new file mode 100644 index 0000000..b21fb01 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-all.json @@ -0,0 +1,131 @@ +{ + "menuId": 1628, + "totalPages": 1, + "scrapedAt": "2026-01-14T07:18:05.533Z", + "totalItems": 5, + "items": [ + { + "title": "รายงานการฝึกอบรม", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/3801/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "อบรมท่านปลัดสุรพัศ", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_7.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองคลัง", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_5.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองสาธารณสุข", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/3", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_4.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อภิญาดา", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/4", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_3.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ปุณยนุช", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/5", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_2.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ธนัชพร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/6", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_1.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ศันสนีย์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/7", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_6.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อบรมฐิติกร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/8", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_8.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "soft power", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_1.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "อบรมหหลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการของนายอดิศักดิ์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_2.pdf", + "downloadCount": 4 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-3801.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "อบรมองค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/2989/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "1. รายงานผลการอบรม หลักสูตร องค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการบริหารงานบุคคล การรักษาวินัยการเสริมสร้างพัฒนาและป้องกันการกระทำผิดวินัย และคุณธรรมจริยธรรมผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/7257/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_2989/files_7257_1.pdf", + "downloadCount": 6 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-2989.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การปกครองส่วนท้องถิ่น", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1805/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น\nความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+\nจากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]\n1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]\n2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]\n3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น\n4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง\n5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย\n6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม\nโดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]\nความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย\nวิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]\n1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว\nในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป\n2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว\nพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์\nหากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย\nอย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก\n3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว\nต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย\n1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ\n2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ\n3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ\n4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ\nคณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น\nในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป\n4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475\nในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค\nในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น\nในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515\nในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง\nและในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง\nกล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา\nองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nนับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]\n1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง\n2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ\n3) มีอิสระในการปกครองตนเอง\n4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม\n5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ\n6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง\n7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ\n8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท\n9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ\nรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nสำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ\n1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่\n1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล\n2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ\n1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต\n2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา\nการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย\nอ้างอิง\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nบรรณานุกรม\nชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.\nชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.\nประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1805.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การบริหารราชการแผ่นดิน", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1804/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ความหมาย\nการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ\nการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย\nในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน \"ถือบ้านถือเมือง\" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก\nในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย\nการบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย\nเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า \"คณะกรรมการราษฎร\" มี \"ประธานกรรมการราษฎร\" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า \"คณะรัฐมนตรี\" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี \"รัฐมนตรี\" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี \"นายกรัฐมนตรี\" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน\nผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน\nในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี\nบรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้\nในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา\nการบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ\nรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้\n1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ\n2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่\n3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น\n4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ\n5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน\n6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม\n7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด\n8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม\nการวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น\nในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส\nการจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ\nสำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา\nการบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล\nการบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ\nการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.\nสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน\nบรรณานุกรม\n“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550\n“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.\n“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.\nรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ\nวิรัช ถิรพันธุ์เมธี : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636\nการบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/\nผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1804.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1803/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\nธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี\nกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน\n2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ\n3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ\n4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น\n5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์\n6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ\n7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ\nความสำคัญของธรรมาภิบาล\nธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ\n1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน\n2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย\n3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้\n4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม\n5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง\n6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น\nกลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี\nเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้\n1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น\n2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น\n3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี\nแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น\n3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม\n4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน\nจะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1803.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json new file mode 100644 index 0000000..402f4d3 --- /dev/null +++ b/KM องค์กรแห่งการเรียนรู้/menu-1628-page-1.json @@ -0,0 +1,132 @@ +{ + "source": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1", + "scrapedAt": "2026-01-14T07:18:05.521Z", + "menuId": 1628, + "page": 1, + "count": 5, + "items": [ + { + "title": "รายงานการฝึกอบรม", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/3801/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "อบรมท่านปลัดสุรพัศ", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_7.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองคลัง", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_5.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "กองสาธารณสุข", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/3", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_4.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อภิญาดา", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/4", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_3.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ปุณยนุช", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/5", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_2.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ธนัชพร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/6", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_1.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "ศันสนีย์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/7", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_6.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "อบรมฐิติกร", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9200/seq/8", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9200_8.pdf", + "downloadCount": 4 + }, + { + "fileName": "soft power", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_1.pdf", + "downloadCount": 6 + }, + { + "fileName": "อบรมหหลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการของนายอดิศักดิ์", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/9274/seq/2", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_3801/files_9274_2.pdf", + "downloadCount": 4 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-3801.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "อบรมองค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/2989/menu/1628/page/1", + "files": [ + { + "fileName": "1. รายงานผลการอบรม หลักสูตร องค์ความรู้ที่จำเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการบริหารงานบุคคล การรักษาวินัยการเสริมสร้างพัฒนาและป้องกันการกระทำผิดวินัย และคุณธรรมจริยธรรมผู้ปฏิบัติงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น", + "fileUrl": "https://ladsawai.go.th/public/centermodules/data/loadattach/id/7257/seq/1", + "filePath": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_2989/files_7257_1.pdf", + "downloadCount": 6 + } + ], + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-2989.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การปกครองส่วนท้องถิ่น", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1805/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ผู้เรียบเรียง สิวาพร สุขเอียด\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองท้องถิ่น เป็นรูปแบบการปกครองที่จำเป็นและมีความสำคัญในทางการเมืองการปกครองของชุมชนต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งชุมชนที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่งกล่าวในทางทฤษฎีและแนวความคิดทางปกครอง จะเห็นได้ว่า รัฐบาลซึ่งเป็นกลไกในการบริหารการปกครองของรัฐนั้น[1] ย่อมมีภาระหน้าที่อย่างมากมายในการบริหารประเทศให้ประชาชนได้รับความสุข ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต (Well Being) อีกทั้งความมั่นคงแห่งชาติทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (National Security) แต่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะดูแลและจัดทำบริการให้กับประชาชนได้ทั่วถึงทุกชุมชนของประเทศ เพราะอาจจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับความล่าช้าในการดำเนินงาน การที่อาจจะไม่สนองตอบต่อความต้องการของแต่ละชุมชนได้ และรวมทั้งข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณ (Budget) และตัวบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้ทั่วถึงได้ เมื่อเป็นดังนี้ การลดภาระของรัฐบาลโดยการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองตนเองเพื่อการสนองตอบต่อความต้องการของชุมชน จะได้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความมุ่งประสงค์ของชุมชนนั้น ๆ จึงเป็นผลให้การปกครองท้องถิ่นมีบทบาทและความสำคัญเกิดขึ้น\nความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น+\nจากแนวความคิดในการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนวัตถุประสงค์ทางการปกครองของรัฐบาลในอันที่จะรักษาความมั่นคงและความผาสุขของประชาชน ยึดหลักการกระจายอำนาจปกครอง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นสามารถสรุปได้ดังนี้[2]\n1) การปกครองท้องถิ่น คือ รากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะการปกครองท้องถิ่นจะเป็นสถาบันฝึกสอนการเมืองการปกครองให้แก่ประชาชน ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีความเกี่ยวพันมีส่วนได้ส่วนเสียในการปกครอง การบริหารท้องถิ่น เกิดความรับผิดชอบ และหวงแหนต่อประโยชน์อันพึงมีต่อท้องถิ่นที่ตนอยู่อาศัยอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสในระบอบการปกครองประชาธิปไตยในที่สุด[3]\n2) การปกครองท้องถิ่นทำให้ประชาชนรู้จักท้องถิ่นการปกครองตนเอง (Self Government) หัวใจของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ประการหนึ่งก็คือ การปกครองตนเองมิใช่เป็นการปกครองอันเกิดจากคำสั่งเบื้องบน โดยเป็นการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง ซึ่งผู้บริหารท้องถิ่นนอกจากจะได้รับเลือกตั้งมาเพื่อรับผิดชอบบริหารท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนแล้ว ผู้บริหารท้องถิ่นจะต้องฟังเสียงประชาชนด้วยวิถีทางประชาธิปไตยประชาชนออกเสียงประชามติ (Reference) ให้ประชาชนมีอำนาจถอดถอน (Recall) ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกในความสำคัญของตนเองต่อท้องถิ่น และมีส่วนรับรู้ถึงปัญหาและแก้ไขปัญหาท้องถิ่นของตน[4]\n3) การปกครองท้องถิ่นเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการกระจายอำนาจ เนื่องจากภารกิจของรัฐบาลมีอยู่อย่างกว้างขวาง นับวันจะขยายเพิ่มขึ้น ขณะที่แต่ละท้องถิ่นย่อมมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ประชาชนจึงเป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นมากที่สุด และกิจการบางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะท้องถิ่น ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นอื่น ๆ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อประเทศโดยส่วนรวม จึงเป็นการสมควรที่จะให้ประชาชนท้องถิ่นดำเนินการดังกล่าวเอง ทั้งนี้การแบ่งเบาภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลมีเวลาที่จะดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ ๆ หรือกิจการใหญ่ ๆ ระดับชาติอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม และมีความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลจะมีมากขึ้น\n4) การปกครองท้องถิ่นสามารถสนองตอบความต้องการของท้องถิ่นตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากท้องถิ่นมีความแตกต่างกันไม่ว่าทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากร ประชาชน ความต้องการ และปัญหาย่อมต่างกันออกไป ผู้ที่ให้บริการหรือแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดีก็คือ หน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นเอง\n5) การปกครองท้องถิ่นจะเป็นแหล่งสร้างผู้นำทางการเมืองและการบริหารของประเทศในอนาคต ผู้นำหน่วยการปกครองท้องถิ่นย่อมเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง การเลือกตั้ง การสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นย่อมเป็นพื้นฐานที่ดีต่ออนาคตทางการเมืองของตน และยังฝึกฝนทักษะทางการบริหารงานในท้องถิ่นอีกด้วย\n6) การปกครองท้องถิ่นโดยยึดหลักการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งตนเองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม\nโดยสรุป ความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถแบ่งออกเป็นสองด้วย คือ ด้านการเมืองการปกครอง และการบริหาร กล่าวคือในด้านการเมืองการปกครองนั้นเป็นการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเรียนรู้การปกครองตนเอง ส่วนด้านการบริหารนั้น เป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลและประชาชนในท้องถิ่นได้หาทางสนองแก้ปัญหาด้วยตนเอง ด้วยกลไกการบริหารต่าง ๆ ทั้งในแง่ของการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการจัดการ เป็นต้น[5]\nความเป็นมาของการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย\nวิวัฒนาการของความเป็นมาในการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย มีลำดับในแต่ละช่วงสมัยการปกครอง คือ[6]\n1. สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้ายู่หัว\nในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นรัชสมัยที่มีการริเริ่มการปฏิรูปการเมือง การบริหารประเทศ ให้ไปสู่ระบบที่มีความเจริญ สอดคล้องกับการริเริ่มให้สิทธิทางการเมืองการปกครองแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก แม้แต่กิจการปกครองท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ ก็นับได้ว่าเกิดขึ้นโดยองค์พระมหากษัตริย์ ทรงริเริ่มโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริว่า การที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำการปกครองตำบลและหมู่บ้านของไทยนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งบุคคลทำการปกครองมาช้านานแล้ว หากให้ประชาชนได้มีโอกาสเลือกสรรหรือให้สิทธิในการเฟ้นหาตัวผู้ปกครองของเขาเอง ในการนี้ พระองค์ท่านจึงได้มีพระราชดำริให้หลวงเทศาวิกรกิจ ไปทดลองระบบการเลือกตั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นที่บางปะอิน จังหวัดอยุธยา จึงนับว่าระบบการกระจายอำนาจการปกครองไปให้ประชาชน ได้ริเริ่มขึ้นเป็นก้าวแรกนับแต่บัดนั้น\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริให้มีการทดลองจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รู้จักการปกครองตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใดควรจัดทำเพื่อรักษาความสะอาดแห่งชุมชนของตน การใดควรจัดทำเพื่อเป็นการบูรณะหรือจัดสร้างขึ้นเพื่อความสะดวกแห่งชุมชน เช่น ถนนหนทาง การติดตามประทีปโคมไฟก็ดี ควรเป็นหน้าที่ของชุมชนนั้น และโดยพระราชประสงค์ดังกล่าวนี้ ก็ได้มีการทดลองจัดตั้งระบบสุขาภิบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ได้แก่ สุขาภิบาลกรุงเทพ\nต่อมาในปีพุทธศักราช 2448 ได้มีการขยายกิจการต่อไป โดยประชาชนชาวท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดสร้างถนนขึ้นโดยน้ำพักน้ำแรง ความร่วมใจของพลเมืองเอง และในการนี้ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำพิธีเปิด เมื่อทำพิธีเปิดแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงมอบถนนนี้ให้ชาวเมืองช่วยกันดูแลรักษา และหากมีการที่จะต้องจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไร ก็ขอให้เป็นหน้าที่ร่วมใจกันบริจาคเข้าหลักการที่ว่า ผลประโยชน์ของชุมชน ชุมชนช่วยกันค้ำจุนทำนุบำรุงรักษา สำหรับเจ้าหน้าที่ทำการปกครองสุขาภิบาลในขณะนั้น ได้แก่ บุคคลซึ่งทางราชการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการไปพลางก่อน ซึ่งได้แก่ ผู้ว่าราชการเมือง นายอำเภอ กรรมการอำเภอ และกำนันผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้บริหารงานรับผิดชอบ เรียกว่า กรรมการสุขาภิบาล จากนั้นกิจการสุขาภิบาลได้รับความนิยมและเป็นผลสำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงขยายกิจการสุขาภิบาลไปยังหัวเมืองต่าง ๆ และในการนี้ก็ได้ตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมือง และสุขาภิบาลท้องถิ่นขึ้น กิจการสุขาภิบาลนัยว่าทำท่าจะแพร่หลาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน กิจการสุขาภิบาลจึงเป็นอันระงับไป\n2. สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว\nพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบต่อเนื่อง มีพระราชประสงค์จะฝึกฝนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และได้ทรงริเริ่มการจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้น โครงการจัดตั้งดุสิตธานีนี้ เป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยได้รู้จักการปกครองตนเองตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยแท้ ดังนั้น ในขั้นแรกการดำเนินงานได้สมมติเมืองทดลองขึ้นภายในพระราชวังดุสิต จัดเป็นเขตเมืองทดลองขึ้นเรียกว่า ดุสิตธานี ในเขตการปกครองนี้ สภาเมืองเลือกคณะบุคคลขึ้นเป็นรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี และให้มีพรรคการเมือง (political party) ขึ้น มีพรรคสนับสนุนรัฐบาล มีพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งพรรคการเมืองขณะนั้นปรากฏว่าได้แก่ พรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ไม่เพียงแต่เท่านั้นยังมีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้นเพื่อเป็นปากเป็นเสียงของประชาชน คอยตำหนิรัฐบาลหรือทำการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ หนังสือดังกล่าวมีชื่อว่า เดอะเรคคอตเดอร์\nหากจะพิจารณาดูกลไกในการปกครองของดุสิตธานีแล้ว จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างกลไกหรือสถาบันทางการเมือง (political Institution) ต่าง ๆ ตามรูปแบบการปกครองประชาธิปไตย (democracy) ทุกประการ เพื่อให้ประชาชนได้รู้จัก ได้ฝึกหัด ให้เกิดมีความเคยชินหรือประสบการณ์ทางการเมือง นับเป็นความริเริ่ม เป็นการพระราชประสงค์ที่ดีของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย\nอย่างไรก็ดี เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต โครงการดุสิตธานีที่มีทีท่าว่าจะขยายไปยังเมืองต่าง ๆ ก็เป็นอันหยุดระงับไปอีก\n3. สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว\nต่อมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ด้วยพระราชประสงค์และรัฐประศาสนโยบายของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มและดำเนินนโยบายตามรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 นั้น จะเห็นได้ว่า พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้ปกครองตนเองกันอย่างจริงจังขึ้น ตามรูปแบบการปกครองตนเองในนานาประเทศ ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรึกษากับเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศร์ ว่าอยากจะให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาการจัดตั้งเทศบาล (municipality) ขึ้นในประเทศไทย และในที่สุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย\n1. นายอาร์ ดี เครก เป็นประธานกรรมการ\n2. อำมาตย์เอก พระกฤษณาพรพันธ์ เป็นกรรมการ\n3. พระยาจินดารักษ์ เป็นกรรมการ\n4. นายบุญเชย ปิตรชาติ เป็นกรรมการ\nคณะกรรมการชุดนี้ได้เดินทางไปศึกษาระบบสุขาภิบาลในประเทศ ในท้องถิ่นต่าง ๆ และต่อมาประธานคณะกรรมการคือนายอาร์ ดี เครก ได้เดินทางไปยุโรปเพื่อดูงานเกี่ยวกับกิจการเทศบาล และในที่สุดได้มีบันทึกข้อความเห็นเสนอรัฐบาลว่า การตั้งเทศบาล (municipality) ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเทศบางขึ้น\nในที่สุด เสนาบดีมหาดไทยได้ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติเทศบาลต่อพระบาท สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์ท่านได้พระราชทานร่างพระราชบัญญัติให้สภาเสนาบดีประชุมพิจารณาในรายละเอียดเมื่อ 19 มกราคม 2473 และสภาเสนาบดีเห็นชอบด้วย ซึ่งขณะที่ยกร่างเพื่อทูลเกล้าถวายทรงลงพระปรมาภิไธย ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เกิดขึ้น โครงการจัดตั้งเทศบาลตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็จำต้องระงับไป\n4. การจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475\nในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาลขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่ตระหนักดีว่า โครงการจัดตั้งเทศบาลนั้นได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยพระยาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีเหตุการณ์จำเป็นต้องระงับไปในเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดขึ้น และต่อจากนั้นในปี พ.ศ. 2476 จึงได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2476 ดังกล่าว ทำให้มีเทศบาลเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งสภาจังหวัดขึ้น เพื่อทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำ ปรึกษาแก่ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือการบริหารกิจการของจังหวัดขึ้น นับเป็นก้าวหนึ่งที่รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่าประกอบการมีภาระหน้าที่อันสำคัญร่วมกับรัฐบาล ในการปกครองส่วนภูมิภาค\nในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการรื้อฟื้นระบบสุขาภิบาล ซึ่งได้ระงับไปเป็นเวลานานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีการตั้งสุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่มีฐานะเป็นชุมชนเทศบาล แต่เป็นเขตท้องที่ที่มีรายได้ เป็นชุมชนในที่ตั้งอำเภอต่าง ๆ จึงได้ให้มีฐานะเป็นเขตการปกครองสุขาภิบาลขึ้น\nในปี พ.ศ. 2498 หลังจากที่ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลในขณะนั้น ได้พิจารณาเห็นว่าประชาชนควรได้มีสิทธิและเสียงในการปกครองตนเองอย่างเต็มที่ ตามคัลลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จึงได้ดำริให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้น โดยรัฐบาลด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด 2498 เป็นผลให้มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดเกิดขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา\nต่อมาในปี พ.ศ. 2499 ในระยะเวลาไล่เรี่ยกันก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนตำบล พ.ศ. 2499 ขึ้น เป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลขึ้น เพื่อให้การปกครองระดับตำบลที่มีความเจริญ มีรายได้ ได้มีการปกครองตนเองเกิดขึ้นในรูปขององค์การบริหารส่วนตำบล และในปี พ.ศ. 2515 หน่วยการปกครองระดับองค์การบริหารส่วนตำบล ก็จำเป็นต้องถูกยุบเลิกไป โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515\nในปี พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครขึ้นอีก เป็นผลให้กรุงเทพมหานครเป็นรูปการปกครองพิเศษ ตามระบบการปกครองท้องถิ่นอีกรูปหนึ่ง หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการรวมเทศบาลกรุงเทพและธนบุรีเข้าด้วยกัน และมีฐานะเป็นเทศบาลกรุงเทพธนบุรีแล้วนั้น ในที่สุดปัจจุบันกรุงเทพมหานครก็คือหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปพิเศษรูปหนึ่ง\nและในปี พ.ศ. 2521 ก็ได้มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปพิเศษเกิดขึ้นอีก ตามพระราชบัญญัติการปกครองเมืองพัทยา พ.ศ. 2521 เป็นผลให้พัทยาเป็นเขตการปกครองท้องถิ่นและเป็นรูปการปกครองท้องถิ่นรูปหนึ่ง\nกล่าวว่า หากวิเคราะห์จากผลของการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ได้มีวิวัฒนาการมาโดยลำดับนั้น เป็นผลเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเป็นสำคัญ และแนวความคิดริเริ่มต่าง ๆ ในการจัดตั้ง ปรับปรุง แก้ไข ก็เป็นผลมาจากทางราชการ ดังนั้น ระบบการปกครองท้องถิ่นของไทยจึงมีผลผูกพันกับทางราชการหรือรัฐบาลที่จะเข้าประคับประคองอยู่ตลอดเวลา\nองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nนับตั้งแต่การปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยได้เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2440[7] จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง (Develution) ซึ่งเป็นกรรมวิธีของการกระจายอำนาจทางการปกครอง (Decentoralization) ดังนั้น ระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ โดยสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการบริหารการปกครองท้องถิ่น ตามคำสั่งที่ 262/2535 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 เพื่อศึกษาระบบการบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทยที่ดำเนินการอยู่ในทุกรูปแบบ หาแนวทางและข้อเสนอในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่ การคลังและงบประมาณ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค กับหน่วยการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกล่าวถึงองค์ประกอบการปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ ดังนี้[8]\n1) เป็นองค์กรที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล และทบวงการเมือง\n2) มีสภาและผู้บริหารระดับท้องถิ่นมีที่มาจากการเลือกตั้งตามหลักการที่บัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญ\n3) มีอิสระในการปกครองตนเอง\n4) มีเขตการปกครองที่ชัดเจนและเหมาะสม\n5) มีงบประมาณรายได้ที่เป็นของตนเองอย่างเพียงพอ\n6) มีบุคลากรปฏิบัติงานของตนเอง\n7) มีอำนาจท้องที่ที่เหมาะสมต่อการให้บริการ\n8) มีอำนาจออกข้อบังคับเป็นกฎหมายของท้องถิ่นภายใต้ขอบเขตของกฎหมายแม่บท\n9) มีความสัมพันธ์กับส่วนกลางในฐานะเป็นหน่วยงานระดับรองของรัฐ\nรูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น\nสำหรับการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน มี 2 รูปแบบด้วยกันคือ\n1. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นทั่วไป ได้แก่\n1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n2) เทศบาล มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเทศบาล และนายกเทศมนตรี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแล\n3) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาองค์การบริหารส่วนตำบล และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายอำเภอเป็นผู้กำกับดูแล\n2. รูปแบบการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และนิติบุคคล โดยในประเทศไทยมีอยู่ 2 แห่งคือ\n1) กรุงเทพมหานคร มีโครงสร้างการบริหาร คือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร และสภาเขต\n2) เมืองพัทยา มีโครงสร้างการบริหาร คือ สภาเมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา\nการปกครองท้องถิ่นของไทยในปัจจุบันมีหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น โดยในสภาวการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ได้ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัว และมีความรู้ความเข้าใจในการปกครองตนเองมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้ข่าวสารและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ประกอบกับการพัฒนาของประเทศได้ทำให้ท้องถิ่นมีความเจริญขึ้นเป็นลำดับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงรูปแบบการปกครองท้องถิ่นไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองตนเองให้มากที่สุด อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ทั้งนี้ การที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ของหน่วยการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใดก็ตาม จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนขีดความสามารถทางด้านการบริหารบุคคล การเงิน และการคลังของท้องถิ่นเหล่านั้นประกอบกันด้วย\nอ้างอิง\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2548) “100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2540”. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nธเนศวร์ เจริญเมือง, (2550) “การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น : อีกมิติหนึ่งของอารยธรรมโลก”. กรุงเทพมหานคร : โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.\nบรรณานุกรม\nชูวงศ์ ฉายะบุตร, (2539) “การปกครองท้องถิ่นไทย”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : บริษัทพิฆเณศ พริ้นติ้ง เซ็นเตอร์ จำกัด.\nชูศักดิ์ เที่ยงตรง, (2518) “การบริหารการปกครองท้องถิ่นของไทย”. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.\nประทาน คงฤทธิศึกษากร, (2535) “การปกครองท้องถิ่น”. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1805.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "การบริหารราชการแผ่นดิน", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1804/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ความหมาย\nการบริหารราชการแผ่นดิน หมายถึง การกำหนดนโยบายและทิศทางว่าจะจัดการปกครองประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง การต่างประเทศ ไปในแนวทางใดและใช้วิธีการใด จึงจะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยการจัดหาอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ เครื่องมือเครื่องใช้ และออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ มารองรับ ตลอดจนการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามที่อำนาจนิติบัญญัติคือรัฐสภาให้ความเห็นชอบตราขึ้นใช้บังคับ\nการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตของไทย\nในสมัยกรุงสุโขทัยไม่ปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งผู้ใดในการบริหารปกครองบ้านเมือง แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 พบว่า มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก และให้ราษฎรช่วยกัน \"ถือบ้านถือเมือง\" ครั้นล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้แยกการบริหารออกเป็นฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร มีสมุหนายกเป็นผู้รับผิดชอบด้านพลเรือนบริหารกิจการเกี่ยวกับเวียง วัง คลัง และนา และมีสมุหกลาโหมรับผิดชอบด้านการทหารและการป้องกันประเทศ แต่ภายหลังทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมต้องรับผิดชอบทั้งด้านการทหารและพลเรือนพร้อมกัน แต่ได้แบ่งพื้นที่ออกเป็นหัวเมืองด้านใต้ให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหกลาโหม และหัวเมืองด้านเหนือให้อยู่ในความรับผิดชอบของสมุหนายก\nในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน โดยยกเลิกตำแหน่งตำแหน่งสมุหนายก และสมุหกลาโหม รวมทั้งจตุสดมภ์ด้วย และได้จัดระเบียบบริหารราชการออกเป็นกระทรวง ตามแบบอย่างประเทศตะวันตก ให้มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบแต่ละกระทรวงทั้ง 12 กระทรวง มีปลัดทูลฉลองเป็นผู้กลั่นกรองงานและช่วยราชการภายในกระทรวง มีการประชุมคณะเสนาบดีซึ่งพระมหากษัตริย์ประทับเป็นองค์ประธาน หรือให้ที่ประชุมเลือกประธานเป็นครั้งคราว การบริหารราชการแผ่นดินในรูปคณะเสนาบดีได้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีการจัดตั้งองคมนตรีสภา ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในการปกครองและการออกกฎหมายทำนองเดียวกับรัฐสภา และจัดตั้งเสนาบดีสภา เป็นที่ประชุมปรึกษาหารือข้อราชการของเสนาบดีทั้งหลาย\nการบริหารราชการแผ่นดินก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเรื่องของพระมหากษัตริย์โดยตรง การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง การกำหนดนโยบายในการบริหาร การควบคุมการบริหาร ล้วนแต่เป็นเรื่องของพระราชอำนาจตามพระราชอัธยาศัย\nเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 กำหนดให้มีคณะบุคคลขึ้นคณะหนึ่งทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเรียกว่า \"คณะกรรมการราษฎร\" มี \"ประธานกรรมการราษฎร\" ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ต่อมาเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 แล้ว ตำแหน่งเหล่านี้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่า \"คณะรัฐมนตรี\" รับผิดชอบร่วมกันในการบริหารราชการแผ่นดิน มี \"รัฐมนตรี\" รับผิดชอบบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย โดยมี \"นายกรัฐมนตรี\" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน\nผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน\nในการบริหารราชการแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากตามการกราบบังคมทูลของประธานสภาผู้แทนราษฎร และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคนตามการกราบบังคมทูลของนายกรัฐมนตรี ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และต้องรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ รวมทั้งต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำแนวนโยบายของพรรคการเมืองที่นำเสนอต่อประชาชนในคราวหาเสียงเลือกตั้ง หรือที่ประกาศเป็นสัญญาประชาคมให้ผู้สมัครของพรรคได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน มาปฏิบัติเป็นนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริง และชี้แจงการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ และเมื่อเข้ารับหน้าที่แล้ว ต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแต่ละปี\nบรรดารัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารราชการในกระทรวงที่ได้รับมอบหมายแต่งตั้งนั้น ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้และต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี หรือในเมื่อมีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ โดยที่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้\nในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงข้างมากนั้น เพื่อให้สถานะของนายกรัฐมนตรีมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของปวงชนชาวไทย และย่อมส่งผลให้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ในฐานะผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในระบบรัฐสภา\nการบริหารราชการแผ่นดินตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ\nรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 วางแนวทางให้รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้\n1. การบริหารราชการแผ่นดินต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ อย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ\n2. จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณ เพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่\n3. กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น\n4. พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ\n5. การจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มี[[ประสิทธิภาพ[[ โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน\n6. ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมาย ที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามหลักนิติธรรม\n7. จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนและมาตรฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด\n8. ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม\nการวางแนวทางดังกล่าวไว้นี้ มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลัก การพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดยที่รัฐต้องกำหนดขอบเขตและความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจหน้าที่ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้ชัดเจน สนับสนุนให้จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาโดยภาคประชาชนมีส่วนร่วม สนับสนุนงบประมาณให้จังหวัด มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความต้องการและความจำเป็นของประชาชน ให้ความสำคัญ แก่การกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเท่าเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนาทุกด้านตามแนว นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องที่เป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น\nในด้านบุคลากร ต้องมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรภาครัฐทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ให้มีความสามารถคู่คุณธรรมและจริยธรรม จัดระบบงานเพื่อบริการสาธารณะให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พัฒนาวิธีปฏิบัติราชการโดยยึดหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาลในการบริหาราชการแผ่นดิน โดยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น การรักษาพยาบาล บำเหน็จ บำนาญ เป็นต้น\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน\nการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ มีปรากฏให้เห็นทั้งที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ และเยอรมนี ส่วนสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นบริหารส่วนกลาง คือรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น หรือรัฐบาลมลรัฐ สำหรับประเทศที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ที่เด่นชัดมี 2 ประเทศ คือ ไทย และฝรั่งเศส\nการจัดระเบียบบริหารราชการออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาล สภาพของประเทศ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมด้านการเมืองการปกครองและการบริหารของประเทศนั้น ๆ\nสำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 บัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดินแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ บริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมดูแลของคณะรัฐมนตรี ซึ่งหน้าที่รับผิดชอบบริหารราชการแผ่นดิน อันครอบคลุมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อให้ข้าราชการนำไปปฏิบัติ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนตามกฎหมาย นโยบาย และคำสั่งของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา\nการบริหารราชการส่วนกลาง : ใช้หลักการรวมอำนาจ โดยให้อำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการสูงสุดอยู่ในส่วนกลาง คือกรุงเทพมหานครอันเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐ แบ่งส่วนราชการออกเป็น (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวง หรือทบวงซึ่งมีฐานะเทียบเท่ากระทรวง (3) ทบวง ซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง (4) กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ซึ่งสังกัดหรือไม่ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง สำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนราชการดังกล่าวนี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล\nการบริหารราชการส่วนภูมิภาค : ใช้หลักการแบ่งอำนาจ โดยราชการส่วนกลางเป็นเจ้าของอำนาจ แล้วแบ่งอำนาจการบังคับบัญชาและการวินิจฉัยสั่งการให้แก่ภูมิภาคนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการปฏิบัติของภูมิภาคนั้นจะต้องให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้จะต้องไม่ขัดต่อนโยบายของส่วนกลางหรือของคณะรัฐมนตรี หรือตัวบทกฎหมายของประเทศ การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 2 ระดับ คือ จังหวัด และอำเภอ\nการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น : ใช้หลักการกระจายอำนาจ ที่ส่วนกลางได้มอบอำนาจระดับหนึ่งให้ประชาชนในท้องถิ่นไปดำเนินการปกครองตนเองอย่างอิสระ โดยที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน กิจกรรมที่ทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพัฒนา มีอิสระในการตัดสินใจในการแก้ปัญหาหรือการสนับสนุนกิจกรรมของท้องถิ่น ออกข้อบังคับหรือระเบียบต่าง ๆ มาบังคับในเขตการปกครองของตนได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมาย การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีรูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (2) เทศบาล (3) สุขาภิบาล และ (4) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา\nหนังสือแนะนำให้อ่านต่อ\nเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.\nสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่มที่ 27 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน\nบรรณานุกรม\n“เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.” สำนักกรรมาธิการ 3. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กรุงเทพฯ : 2550\n“พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 108 ตอนที่ 156 ฉบับพิเศษ หน้า 1. 4 กันยายน 2534.\n“พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 116. 10 ธันวาคม 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 49. หน้า 529-551. 27 มิถุนายน 2475\n“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550,” ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124. ตอนที่ 47 ก. 24 สิงหาคม 2550.\nรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 1 สมัยประชุมสามัญ สมัยที่ 1/2475 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2475.สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, กรุงเทพฯ\nวิรัช ถิรพันธุ์เมธี : จดหมายข่าวราชบัณฑิตยสถาน ปีที่ 4 : ฉบับที่ 42, พฤศจิกายน 2537. ออนไลน์ http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=636\nการบริหารราชการแผ่นดิน. สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนในพระบรมราชูปถัมภ์. ออนไลน์ http://www.kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK27/chapter2/\nผู้เรียบเรียง สุเทพ เอี่ยมคง\nผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พันธุ์เปรื่อง\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1804.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + }, + { + "title": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี", + "detailUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1803/menu/1628/page/1", + "files": [], + "detail": { + "img": [], + "content": "ธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\nธรรมาภิบาล(Good Governance) ถือเป็นหลักของการบริหารสาธารณะที่ให้ความสำคัญกับหลักการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและให้ความสำคัญกับประชาชนเพื่อมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดี\nกรอบแนวคิดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน\n2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ\n3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ\n4. ไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น\n5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์\n6. ประชาชนได้รับความอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองต่อความต้องการ\n7. มีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ\nความสำคัญของธรรมาภิบาล\nธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่ดี เป็นหลักในการนำมาปกครองประเทศให้เกิดความสงบสุขโดยยึดหลักพื้นฐาน 6 ประการ คือ\n1. หลักนิติธรรม หมายถึง การตรากฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรม การดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย การกำหนดกฎ กติกา และมีการปฏิบัติตามกฎ กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ ความยุติธรรมของประชาชน\n2. หลักคุณธรรม หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อมกัน เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบวินัย ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัย\n3. หลักความโปร่งใส หมายถึง การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติ โดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกองค์กรให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้\n4. หลักการมีส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และแสดงความคิดเห็น ตัดสินใจปัญหาสำคัญของประเทศ ไม่ว่าด้วยวิธีการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ การทำประชาพิจารณ์ การร่วมลงประชามติ หรืออื่นๆที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม\n5. หลักความรับผิดชอบ หมายถึง การตระหนักในสิทธิหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองและการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหา ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตนเอง\n6. หลักความคุ้มค่า หมายถึง การบริหารจัดการและใช่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม โดยการรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด ใช้ของอย่างคุ้มค่า สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และมีการรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น\nกลยุทธ์ในการสร้างการบริหารจัดการที่ดี\nเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองและสังคมที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคของสังคม จำเป็นต้องร่วมดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งในระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว โดยต้องมีการปฏิรูปใน 3 ส่วนดังนี้\n1. ภาครัฐ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้าง และกระบวนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรง มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ถือประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดในการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับภาคธุรกิจ เอกชน และภาคเอกชนได้อย่างราบรื่น\n2. ภาคธุรกิจ เอกชนต้องปฏิรูปการทำงานโดยยึดกติกาที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น เป็นธรรมต่อลูกค้า รับผิดชอบต่อสังคม มีมาตรฐานการบริการมีระบบตรวจสอบที่มีคุณภาพสามารถทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชนได้อย่างราบรื่น\n3. ภาคประชาชน ต้องสร้างเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักในสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีความรู้ความเข้าใจหลักการของการสร้างการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี\nแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n1. สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมไทย เพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์กลไกการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี\n2. ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นๆที่จำเป็น\n3. เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม\n4. เร่งแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน\nจะเห็นได้ว่าหลักของธรรมาภิบาล มุ่งเน้นให้ทราบถึงปัจจุบันที่มีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ โดยมุ้งเน้นให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความต้องการของประชาชนสูงที่สุด และเป็นการเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบ้านเมือง ซึ่งการที่จะทำให้หลักธรรมาภิบาลหรือหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองเกิดผลสำเร็จได้นั้น ผู้บริหารหรือผู้นำมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะนำมายึดปฏิบัติเพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชน และเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจถึงหลักธรรมาภิบาลมากขึ้น ต้องเร่งดำเนินการให้การศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ประชาชน\nที่มา เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า http://wiki.kpi.ac.th/index.php?", + "mainImage": "" + }, + "detailPageHtml": "debug-menu-1628-detail-1803.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1628/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/award_of_pride.js b/award_of_pride.js index 5b29caf..033954b 100644 --- a/award_of_pride.js +++ b/award_of_pride.js @@ -184,7 +184,7 @@ function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) { } (function main() { - const menuId = 1402; // กิจกรรม + const menuId = 1402; const totalPages = 1; const all = []; diff --git a/km-learning-organization.js b/km-learning-organization.js new file mode 100644 index 0000000..3563bc1 --- /dev/null +++ b/km-learning-organization.js @@ -0,0 +1,384 @@ +// หน้าแรก > งานบริการ > KM องค์กรแห่งการเรียนรู้ + +const { execSync } = require("child_process"); +const cheerio = require("cheerio"); +const fs = require("fs"); +const path = require("path"); +const axios = require("axios").default; + +const BASE = "https://ladsawai.go.th"; +const OUT = path.join(process.cwd(), "KM องค์กรแห่งการเรียนรู้"); +fs.mkdirSync(OUT, { recursive: true }); + +function curlHtml(url) { + return execSync( + `curl -L -s "${url}" -H "User-Agent: Mozilla/5.0" -H "Accept-Language: th-TH,th;q=0.9"`, + { encoding: "utf8", maxBuffer: 30 * 1024 * 1024 } + ); +} + +function absUrl(href) { + if (!href) return null; + if (href.startsWith("http")) return href; + if (href.startsWith("/")) return BASE + href; + return BASE + "/" + href; +} + +function scrapeDetailImagesContent(detailUrl) { + const html = curlHtml(detailUrl); + const $ = cheerio.load(html); + + // ---------- images ---------- + const imgSet = new Set(); + + $(".maingroup.gallery a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full) imgSet.add(full); + }); + + if (imgSet.size === 0) { + $("a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full && /\.(jpg|jpeg|png|webp|gif)(\?|$)/i.test(full)) imgSet.add(full); + }); + } + + // ---------- content ---------- + // ✅ เลือกกล่องที่ไม่ใช่ gallery และ "มีข้อความจริง" + const candidates = $(".col-12.maingroup").not(".gallery"); + + let bestBox = null; + let bestScore = -1; + + candidates.each((_, el) => { + const $el = $(el); + + // เอา text โดยตัดของไม่เกี่ยว (emoji img, script, style) + const text = $el + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + const pCount = $el.find("p").length; + const score = (text ? text.length : 0) + pCount * 50; // ให้ p มีน้ำหนักเพิ่ม + + if (score > bestScore) { + bestScore = score; + bestBox = $el; + } + }); + + let content = ""; + if (bestBox && bestBox.length) { + const lines = []; + + // วนตามลำดับจริงใน DOM: ทั้งหัวข้อ (h2) และเนื้อหา (p) + bestBox.find("h2, p").each((_, el) => { + const $node = $(el); + const tag = ($node.prop("tagName") || "").toLowerCase(); + + const t = $node + .clone() + .find("img") // ตัดรูป emoji ใน p/h2 + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + if (!t) return; + + // แยกหัวข้อให้เด่นขึ้นเล็กน้อย (ยังคงเป็น plain text) + if (tag === "h2") lines.push(t); + else lines.push(t); + }); + + content = lines.length + ? lines.join("\n") + : bestBox + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + } + + let mainImageUrl = '' + try{ + const mainImageDiv = $(".imagestopic img[src]"); + const src = ($(mainImageDiv).attr("src") || "").trim(); + const full = absUrl(src); + if (full) mainImageUrl = full; + } + catch(error){ + mainImageUrl = '' + } + + return { imgs: [...imgSet], text: content, mainImage: mainImageUrl }; +} + +function buildUrl(menuId, page) { + return `${BASE}/public/list/data/index/menu/${menuId}/page/${page}`; +} + +function detectTotalPages($) { + let maxPage = 1; + $("a").each((_, a) => { + const t = $(a).text().trim(); + if (/^\d+$/.test(t)) maxPage = Math.max(maxPage, Number(t)); + }); + return maxPage; +} + +function extractFileLinksFromDetail(detailUrl) { + const html = curlHtml(detailUrl); + const $ = cheerio.load(html); + + const files = []; + + $("a.uploadconfig_link").each((_, a) => { + const el = $(a); + const href = el.attr("href"); + const dataHref = el.attr("data-href"); + const fileUrl = absUrl(dataHref || href); + if (!fileUrl) return; + + const text = el.text().replace(/\s+/g, " ").trim() || null + let title = text + let downloadCount = 0 + if(text && text.includes('ดาวน์โหลดแล้ว')){ + try { + const splitList = text.split(' ดาวน์โหลดแล้ว ') + title = splitList[0] + downloadCount = parseInt(splitList[1].replace('ครั้ง', '').trim()) + } catch (error) { + title = text + downloadCount = 0 + } + } + + files.push({ + text: title, + url: fileUrl, + downloadCount: downloadCount + }); + }); + + // fallback: ลิงก์ไฟล์แบบตรง ๆ + $("a[href]").each((_, a) => { + const href = $(a).attr("href"); + const u = absUrl(href); + if (!u) return; + + if (/\.(pdf|doc|docx|xls|xlsx|ppt|pptx|zip|rar)(\?|$)/i.test(u)) { + if (!files.some((f) => f.url === u)) { + files.push({ text: $(a).text().trim() || null, url: u }); + } + } + }); + + return files; + } + +// ✅ ยิง api /status/1/ เพื่อเอา path จริง +async function resolveRealFilePath(fileUrl) { + try { + // กันกรณีมี / ท้ายอยู่แล้ว + const statusUrl = fileUrl.replace(/\/$/, "") + "/status/1/"; + const res = await axios.get(statusUrl, { timeout: 30000 }); + return res?.data?.path || null; + } catch (e) { + return null; + } +} + +// ✅ limit concurrency แบบง่าย (กันยิงหนักเกิน) +async function mapLimit(arr, limit, mapper) { + const ret = []; + let i = 0; + + async function worker() { + while (i < arr.length) { + const idx = i++; + ret[idx] = await mapper(arr[idx], idx); + } + } + + const workers = Array.from({ length: Math.min(limit, arr.length) }, worker); + await Promise.all(workers); + return ret; +} + +async function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) { + const url = buildUrl(menuId, page); + const html = curlHtml(url); + + if (saveHtml) { + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, `debug-menu-${menuId}-page-${page}.html`), + html, + "utf8" + ); + } + + const $ = cheerio.load(html); + + // ✅ แปลง rows เป็น array ก่อน + const rows = $(".row.data-row").toArray(); + + // ✅ ประมวลผลแบบมี limit (เช่น 5 concurrent) + const items = (await mapLimit(rows, 5, async (row) => { + const el = $(row); + const a = el.find("a.listdataconfig_link[href]").first(); + if (!a.length) return null; + + const title = + a.find("label.font-weight").text().replace(/\s+/g, " ").trim() || + a.text().replace(/\s+/g, " ").trim(); + + if (!title) return null; + + const detailUrl = absUrl(a.attr("href")); + let files = []; + let realPathFiles = [] + + try { + if (detailUrl) files = extractFileLinksFromDetail(detailUrl); + for(let i = 0; i < files.length; i++){ + const file = files[i] + let realPath = null; + let fileObject = { + fileName: file.text, + fileUrl: file.url, // ไฟล์จากหน้า detail + filePath: "", // ✅ ของจริงจาก api /status/1/ + downloadCount: file.downloadCount + } + try { + const fileUrl = file?.url ? absUrl(file.url) : null; + if (fileUrl) { + realPath = await resolveRealFilePath(fileUrl); + fileObject.filePath = `https://ladsawai.go.th/public/${realPath}` + } + } catch (error) { + realPath = null; + } + + realPathFiles.push(fileObject) + } + } catch (e) { + files = []; + } + + let detail = undefined + if(files.length == 0){ + const { text, imgs, mainImage } = detailUrl ? scrapeDetailImagesContent(detailUrl) : []; + + detail = { + img: imgs, + content: text, + mainImage: mainImage + } + } + + let detailHtmlPath = '' + if (saveHtml) { + try { + // Extract id and menu from URL: /public/list/data/detail/id/{id}/menu/{menu}/page/{page} + const urlMatch = detailUrl.match(/\/id\/(\d+)\/menu\/(\d+)/); + const id = urlMatch ? urlMatch[1] : null; + // const menu = urlMatch ? urlMatch[2] : null; + + const detailPageHtml = curlHtml(detailUrl); + + detailHtmlPath = `debug-menu-${menuId}-detail-${id}.html` + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, detailHtmlPath), + detailPageHtml, + "utf8" + ); + + } catch (error) { + console.error('error :', error) + detailHtmlPath = '' + } + } + + return { + title, + detailUrl: detailUrl || null, + files: realPathFiles, + detail: detail, + detailPageHtml: detailHtmlPath ?? undefined, // ไฟล์จากหน้า detail + sourcePage: page, + sourceUrl: url, + }; + })) + .filter(Boolean); // ตัด null ออก + + const output = { + source: url, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + menuId, + page, + count: items.length, + items, + }; + + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, `menu-${menuId}-page-${page}.json`), + JSON.stringify(output, null, 2), + "utf8" + ); + + console.log(`✅ page ${page} -> items ${items.length}`); + return { $, items }; +} + +(async function main() { + const menuId = 1628; + + const first = await scrapeOnePage(menuId, 1, true); + const totalPages = detectTotalPages(first.$); + console.log("✅ totalPages =", totalPages); + + const all = []; + const seen = new Set(); + + function addItems(items) { + for (const it of items) { + const key = `${it.title}|${it.detailUrl || ""}|${it.filePath || ""}`; + if (seen.has(key)) continue; + seen.add(key); + all.push(it); + } + } + + addItems(first.items); + + for (let p = 2; p <= totalPages; p++) { + const { items } = await scrapeOnePage(menuId, p, false); + addItems(items); + } + + const merged = { + menuId, + totalPages, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + totalItems: all.length, + items: all, + }; + + const outAll = path.join(OUT, `menu-${menuId}-all.json`); + fs.writeFileSync(outAll, JSON.stringify(merged, null, 2), "utf8"); + + console.log("🎉 Saved all:", outAll); + console.log("🎉 Total unique:", all.length); +})(); diff --git a/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json b/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json new file mode 100644 index 0000000..d94b019 --- /dev/null +++ b/lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json @@ -0,0 +1,13 @@ +{ + "type": "service_account", + "project_id": "lsw-website-484309", + "private_key_id": "6a86a07bc9d5c655d4d9b96462ab02c0d61d221e", + "private_key": "-----BEGIN PRIVATE KEY-----\nMIIEvQIBADANBgkqhkiG9w0BAQEFAASCBKcwggSjAgEAAoIBAQDGm6pr5y1LguDH\ni5zfv7zpzGkaXSxWDoMIBfYf0s/cDuHFtObN1zE/6KErOFLaUQsS8ngvpVX9hNSf\n3X5F6E/1MQB4a/KgMbozP3AeaGTceyyd33QTKNSgTdSFcnJVHovmS37xfWL68jRa\nnj0toiq7C/46/VzzM41RNubiczVXt5Rer5YptRCSc9Pwv0gQkvrDNAsJqLX6+QW6\n/PVlR0ZUewB+dEQJO5ksVaOUhlfvrapx/HuxCZB4FA8V9alt2sefpeCv0OWSb/2Z\nWGtPfdXA3AIlKTefiUaMTAjF1YC0SaUzq9jVobnhE1Ub4dkufAj50vBjHDMxdUif\nT7NieruFAgMBAAECggEAUWsORbbbLDoGkPcsg9NUDBp2uc6ZdtvzHm5nNCuVd7aI\nGqcq+RZvQ65Hp/KqkIIpwoYw/ANRCaGTEshX1CvE35TLhxJlwAMyvICUo3qTYomC\nRGQO7y3NYLwXU++TbE6d9nZbn38R/SMekEmPde4li1GC0sb7/F1VYQZbR1kIdKD+\nKCvif0xvovkwQQi3aGM/nTYXeJDdkhEaVA/mD8Hc5yVauBK/W5eXqUMNuusDAKuy\nvR83ke5e/dLoN7VTBlMqUmDapbGtzWszTFmbK/SoY38IoD+Msz+0Ia5QFL7lyAMy\ndkJuHsz+IFZ3lBPBO1qT3alASIFUDNVs+a3m4Ja67wKBgQDkHuy+wYwQEDBD5ICp\nrLdlND8kfXbUc3CB1cJAF7KET063A3GWplYFzBHmCisVAPqLembfM7nQLrVRJbJG\nHnC+hq1TT7lVjHwPgdp275joa75rVgZiLR3IdQBWcXb1vIsTzzBgOVheZh7Dxk4I\nKpE4UQ8YomTaR/1eKNWpB/3TFwKBgQDe4WTuRhTvdVIsMNgew1jaFDUS7PHrQj6T\nBne5MHGAJOkJFkKa9Gw3kvzwMKIH9U0UgaZAS05XdLY85XxqEve+T9vT+1adA7pX\nh6sWKZLHHKBEkeTkxVaxWK5yzn9dJA11zsF5Xt5xQ6e+hLn69YpYcbealN/DJ367\nCvFj7B83wwKBgQChGR3D0Ndi+Ku9Jn+eU7ToKa91y4zBmAyaBCU8MgAF5CQIpsvu\nweT6DxWMyR2HpbtKCNThR5wvYuz1M5PkZNbmFiINNb4CpkVuhhuL5sSrTnuZPZUg\nfBAOYmIsqdCC1fW5tZXKPnUjpSaQx1iP98+6X7Qzh2uFo1VQy7Gnv1cHXQKBgEwe\nEghGKvQ0zyGEdOrcsEWaTR3vihdcgl5YAR9f6gNnl6ag0ZJ2E1dPfc7R7SRmpDJy\nrMKcdV7s3ygg/8KCQ9XdFChrWAM7uLIYBVgGTrhtkFaatN9kfd0Helx/JYQ7wdUQ\nDYdT3Qg1oN4yGgoZPWxDOf8zBNBzdpaOgC4t/+NdAoGAKG6sLkRIE5Ian8UbXUbC\nulkleeAzaI5l77oNh8ldcBFhyKPBeyjt1sAPApVPno8NGcKcQCXoBBG1UyGdk/MQ\n0yD8bnmEllPQbvi6zwV4vW+2SuDeT4nn2ofUj5VQzKqyfj+WOm5+Mzg47x/v4pEx\nNVhcWLtXVMQb8DpUKpgcPzQ=\n-----END PRIVATE KEY-----\n", + "client_email": "lsw-google-drive@lsw-website-484309.iam.gserviceaccount.com", + "client_id": "105782650926280820675", + "auth_uri": "https://accounts.google.com/o/oauth2/auth", + "token_uri": "https://oauth2.googleapis.com/token", + "auth_provider_x509_cert_url": "https://www.googleapis.com/oauth2/v1/certs", + "client_x509_cert_url": "https://www.googleapis.com/robot/v1/metadata/x509/lsw-google-drive%40lsw-website-484309.iam.gserviceaccount.com", + "universe_domain": "googleapis.com" +} diff --git a/package.json b/package.json index d495b8f..d56ccce 100644 --- a/package.json +++ b/package.json @@ -13,6 +13,7 @@ "axios": "^1.13.2", "cheerio": "^1.0.0-rc.12", "fetch-blob": "^4.0.0", + "googleapis": "^170.0.0", "got": "^14.6.5", "node-fetch": "^2.7.0", "playwright": "^1.57.0" diff --git a/read-google-drive.js b/read-google-drive.js new file mode 100644 index 0000000..ee17a97 --- /dev/null +++ b/read-google-drive.js @@ -0,0 +1,143 @@ +const API_KEY = 'AIzaSyAobSJ6RDkfIj6oUNYhvRjygkAODzQocyg'; +const DEFAULT_FOLDER_ID = '1Q6LJW_3YarYcUUvUPKqfH7DqPDuJ-8ra'; // รหัสที่อยู่หลัง /folders/ ใน URL +const UPLOAD_TO = 'https://web-lsw-dev.nueamek.app/api/upload-file'; + +const { google } = require('googleapis'); +const fs = require('fs'); + +// 1. ระบุ path ของไฟล์ JSON ที่คุณโหลดมา +const KEYFILEPATH = 'lsw-website-484309-6a86a07bc9d5.json'; + +// 2. กำหนดสิทธิ์ (Scopes) - ในที่นี้คืออ่านไฟล์ใน Drive +const SCOPES = ['https://www.googleapis.com/auth/drive.readonly']; + +// 3. สร้างตัวตน (Auth Client) +const auth = new google.auth.GoogleAuth({ + keyFile: KEYFILEPATH, + scopes: SCOPES, +}); + +async function listFiles(deep = 0,folderId = undefined, folderName = '') { + // https://www.googleapis.com/drive/v3/files + const url = `https://www.googleapis.com/drive/v3/files?q='${folderId ?? DEFAULT_FOLDER_ID}'+in+parents&key=${API_KEY}`; + + let files = [] + try { + const response = await fetch(url); + const data = await response.json(); + + if (data.files && data.files.length > 0) { + let forTest = data.files + if(deep == 0){ + forTest = data.files.slice(0, 1) + } + data.files.forEach(async file => { + // console.log(file); + console.log(`ชื่อไฟล์: ${file.name}, ID: ${file.id}`); + + if(file.mimeType.includes('folder')){ + const fileResultList = await listFiles(deep+1, file.id, file.name) + const onlyHaveUrlList = fileResultList.filter(fileResult => fileResult.url) + files.push(...onlyHaveUrlList) + } + else if(file.mimeType.includes('image/jpeg')){ + const fileResult = await downloadAndUpload(file.id, file.name) + if(fileResult.url){ + files.push(fileResult) + } + } + }); + } else { + console.log('ไม่พบไฟล์ในโฟลเดอร์นี้'); + } + } catch (error) { + console.error('เกิดข้อผิดพลาด:', error); + } + + if(deep == 1 && folderName){ + const payload = { + menuId: 402, + templateId: 2, + tag: 2, + title: folderName, + content: '', + startAt: "2026-01-14", + filedoc: null, + imageList: files, + } + } + + return files +} + +async function downloadAndUpload(fileId, fileName) { + try { + // #region วิธีที่ง่ายแต่ access มากไปจะโดน google block เพราะคิดว่าเป็น bot + // // 1. ดาวน์โหลดเนื้อหาไฟล์จาก Google Drive (ใช้ alt=media) + // const downloadUrl = `https://www.googleapis.com/drive/v3/files/${fileId}?alt=media&key=${API_KEY}`; + // const response = await fetch(downloadUrl); + + // console.log('response', response) + // if (!response.ok) { + // // อ่านรายละเอียด Error จาก Google + // const errorText = await response.text(); + // console.error("Error Detail:", errorText); + // throw new Error('Download failed'); + // } + + // const fileBlob = await response.blob(); + + // // 2. สร้าง FormData เพื่อเตรียมส่งไปยัง API ของคุณ + // const formData = new FormData(); + // // 'file' คือชื่อ field ที่ API ของคุณรอรับ (เปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม) + // formData.append('file', fileBlob, fileName); + // #endregion + + // #region Service Account + const drive = google.drive({ version: 'v3', auth }); + + // 1. การดึงเนื้อหาไฟล์ (Media) + const res = await drive.files.get( + { fileId: fileId, alt: 'media' }, + // { responseType: 'stream' } + { responseType: 'arraybuffer' } + ); + // คุณสามารถส่ง res.data นี้เข้า FormData เพื่อส่งต่อไปยัง API ของคุณได้เลย + + // 2. สร้าง FormData เพื่อเตรียมส่งไปยัง API ของคุณ + // แปลง ArrayBuffer ที่ได้เป็น Blob + const fileBlob = new Blob([res.data]); + const formData = new FormData(); + formData.append('file', fileBlob, fileName); + // #endregion + + // 3. ส่งข้อมูลไปยัง API ของคุณด้วย POST method + const uploadResponse = await fetch(UPLOAD_TO, { + method: 'POST', + body: formData + }); + + const result = await uploadResponse.json(); + // console.log(`อัปโหลดไฟล์ ${fileName} สำเร็จ:`, result); + + return result + } catch (error) { + console.error(`เกิดข้อผิดพลาดกับไฟล์ ${fileName}:`, error); + return { + error: error + } + } +} + +// // ตัวอย่างการใช้งานร่วมกับรายชื่อไฟล์ที่ได้จากข้อก่อนหน้า +// async function processAllFiles(files) { +// for (const file of files) { +// // กรองเอาเฉพาะไฟล์ .js (ถ้าจำเป็น) +// if (file.name.endsWith('.js')) { +// await downloadAndUpload(file.id, file.name); +// } +// } +// } + +// downloadAndUpload('14SGY4irPJ1FwUA5472zlyYtzHvDNaCQ4', 'test') +listFiles(); \ No newline at end of file diff --git a/recommended-tourist-attractions.js b/recommended-tourist-attractions.js new file mode 100644 index 0000000..da4e327 --- /dev/null +++ b/recommended-tourist-attractions.js @@ -0,0 +1,242 @@ +// หน้าแรก > งานบริการ > แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว + +const { execSync } = require("child_process"); +const cheerio = require("cheerio"); +const fs = require("fs"); +const path = require("path"); + +const BASE = "https://ladsawai.go.th"; +const OUT = path.join(process.cwd(), "แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว"); + +fs.mkdirSync(OUT, { recursive: true }); + +function curlHtml(url) { + return execSync( + `curl -L -s "${url}" -H "User-Agent: Mozilla/5.0" -H "Accept-Language: th-TH,th;q=0.9"`, + { encoding: "utf8", maxBuffer: 20 * 1024 * 1024 } + ); +} + +function absUrl(src) { + if (!src) return null; + if (src.startsWith("http")) return src; + return BASE + src; +} + +function scrapeDetailImagesContent(detailUrl) { + const html = curlHtml(detailUrl); + const $ = cheerio.load(html); + + // ---------- images ---------- + const imgSet = new Set(); + + $(".maingroup.gallery a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full) imgSet.add(full); + }); + + if (imgSet.size === 0) { + $("a[href]").each((_, a) => { + const href = ($(a).attr("href") || "").trim(); + const full = absUrl(href); + if (full && /\.(jpg|jpeg|png|webp|gif)(\?|$)/i.test(full)) imgSet.add(full); + }); + } + + // ---------- content ---------- + // ✅ เลือกกล่องที่ไม่ใช่ gallery และ "มีข้อความจริง" + const candidates = $(".col-12.maingroup").not(".gallery"); + + let bestBox = null; + let bestScore = -1; + + candidates.each((_, el) => { + const $el = $(el); + + // เอา text โดยตัดของไม่เกี่ยว (emoji img, script, style) + const text = $el + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + const pCount = $el.find("p").length; + const score = (text ? text.length : 0) + pCount * 50; // ให้ p มีน้ำหนักเพิ่ม + + if (score > bestScore) { + bestScore = score; + bestBox = $el; + } + }); + + let content = ""; + if (bestBox && bestBox.length) { + const lines = []; + + bestBox.find("p").each((_, p) => { + const t = $(p) + .clone() + .find("img") // ตัดรูป emoji ใน p + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + if (t) lines.push(t); + }); + + content = lines.length + ? lines.join("\n") + : bestBox + .clone() + .find("img, script, style") + .remove() + .end() + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + } + + let mainImageUrl = '' + try{ + const mainImageDiv = $(".imagestopic img[src]"); + const src = ($(mainImageDiv).attr("src") || "").trim(); + const full = absUrl(src); + if (full) mainImageUrl = full; + } + catch(error){ + mainImageUrl = '' + } + + return { imgs: [...imgSet], text: content, mainImage: mainImageUrl }; +} + +function scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml = false) { + const url = `${BASE}/public/list/data/index/menu/${menuId}/page/${page}`; + const html = curlHtml(url); + + if (saveHtml) { + fs.writeFileSync(path.join(OUT, `page-menu-${menuId}-page-${page}.html`), html, "utf8"); + } + + const $ = cheerio.load(html); + const items = []; + + $(".row.data-row").each((_, row) => { + const el = $(row); + + const title = el + .find(".col-12.col-sm-10") + .text() + .replace(/\s+/g, " ") + .trim(); + + const detailRef = el + .find("a.listdataconfig_link ") // a.listdataconfig_link + .attr("href") + .trim(); + + const date = el.find(".col-sm-2").last().text().trim(); + const imgSrc = el.find("img").attr("src"); + + if (!title) return; + + const linkD = `https://ladsawai.go.th` + detailRef + const { text, imgs, mainImage } = linkD ? scrapeDetailImagesContent(linkD) : []; + + let detailHtmlPath = '' + if (saveHtml) { + try { + // Extract id and menu from URL: /public/list/data/detail/id/{id}/menu/{menu}/page/{page} + const urlMatch = linkD.match(/\/id\/(\d+)\/menu\/(\d+)/); + const id = urlMatch ? urlMatch[1] : null; + // const menu = urlMatch ? urlMatch[2] : null; + + const detailPageHtml = curlHtml(linkD); + + detailHtmlPath = `debug-menu-${menuId}-detail-${id}.html` + fs.writeFileSync( + path.join(OUT, detailHtmlPath), + detailPageHtml, + "utf8" + ); + + } catch (error) { + console.error('error :', error) + detailHtmlPath = '' + } + } + + items.push({ + title, + detailRef: linkD, + detail:{ + img: imgs, + content: text, + mainImage: mainImage + }, + date: date || null, + image: absUrl(imgSrc), + detailPageHtml: detailHtmlPath ?? undefined, // ไฟล์จากหน้า detail + sourcePage: page, + sourceUrl: url, + }); + }); + + const output = { + source: url, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + menuId, + page, + count: items.length, + items, + }; + + const outJson = path.join(OUT, `list-menu-${menuId}-page-${page}.json`); + fs.writeFileSync(outJson, JSON.stringify(output, null, 2), "utf8"); + + console.log(`✅ page ${page} -> items ${items.length}`); + return items; +} + +(function main() { + const menuId = 1545; + const totalPages = 1; + + const all = []; + const seen = new Set(); + + // ถ้าไม่อยากให้มี HTML 53 ไฟล์ ให้เป็น false + const saveHtml = true; + + for (let page = 1; page <= totalPages; page++) { + const items = scrapeOnePage(menuId, page, saveHtml); + + // รวม + กันซ้ำ + for (const it of items) { + const key = `${it.title}|${it.date || ""}|${it.image || ""}`; + if (seen.has(key)) continue; + seen.add(key); + all.push(it); + } + } + + const merged = { + menuId, + totalPages, + scrapedAt: new Date().toISOString(), + totalItems: all.length, + items: all, + }; + + const outAll = path.join(OUT, `list-menu-${menuId}-all.json`); + fs.writeFileSync(outAll, JSON.stringify(merged, null, 2), "utf8"); + + console.log("✅ Saved merged JSON:", outAll); + console.log("✅ Total unique items:", all.length); +})(); diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html new file mode 100644 index 0000000..7473f5a --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1394.html @@ -0,0 +1,2373 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ วัดกลางคลองสื่

+ +
+
+ + + + + +
+
+
+ วัดกลางคลองสื่ +
+
+ + +
+

วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า "วัดใหม่กลางคลองสี่" แต่ได้เป็นนามเป็น "วัดกลางคลองสี่" เมื่อปี พ.ศ. 2480

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html new file mode 100644 index 0000000..dfb1386 --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1395.html @@ -0,0 +1,2379 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ วัดคลองชัน

+ +
+
+ + + + + +
+
+
+ วัดคลองชัน +
+
+ + +
+

วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ

+ +

วัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า "ปาก" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า "วัดคลองชัน" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย

+ +

อาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง

+ +

 

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html new file mode 100644 index 0000000..d11de7b --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/debug-menu-1545-detail-1396.html @@ -0,0 +1,2375 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + +
+
+ + + + +
+
+
+
+
+
+

+ ตลาดกลางลาดสวาย

+ +
+
+ + + + + +
+
+
+ ตลาดกลางลาดสวาย +
+
+ + +
+

ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39  หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.

+ +

 

+
+ + +
+ +
+
+
+ + + +
+ + + + + +
+
+
+
+ +
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json new file mode 100644 index 0000000..724812c --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-all.json @@ -0,0 +1,59 @@ +{ + "menuId": 1545, + "totalPages": 1, + "scrapedAt": "2026-01-14T07:29:52.933Z", + "totalItems": 3, + "items": [ + { + "title": "ตลาดกลางลาดสวาย", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1396/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_1.jpg?820", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_2.jpg?454" + ], + "content": "ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39 หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396.jpg?105" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1396.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดคลองชัน", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1395/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_1.jpg?9", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_2.jpg?841" + ], + "content": "วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ\nวัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า \"ปาก\" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า \"วัดคลองชัน\" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย\nอาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395.jpg?257" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1395.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดกลางคลองสื่", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1394/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_1.jpg?598", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_2.jpg?228" + ], + "content": "วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า \"วัดใหม่กลางคลองสี่\" แต่ได้เป็นนามเป็น \"วัดกลางคลองสี่\" เมื่อปี พ.ศ. 2480", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394.jpg?799" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1394.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json new file mode 100644 index 0000000..10f4b62 --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/list-menu-1545-page-1.json @@ -0,0 +1,60 @@ +{ + "source": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1", + "scrapedAt": "2026-01-14T07:29:52.926Z", + "menuId": 1545, + "page": 1, + "count": 3, + "items": [ + { + "title": "ตลาดกลางลาดสวาย", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1396/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_1.jpg?820", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_3456_2.jpg?454" + ], + "content": "ตลาดกลางลาดสวาย ตั้งอยู่เลขที่ 52/39 หมู่ 5 ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นตลาดขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนน ลำลูกกา คลองสี่ (ซอยสวนเกษตร) เปิดให้บริการลูกค้าหลากหลายโซน โดยจัดแบ่งออกเป็นโซนต่าง ๆ ได้แก่ โซนตลาดสด โซนโต้รุ่ง โซนพลาซ่า โซนศูนย์อาหาร โซนตลาดนัด ห้องเช่าสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ภายใต้หลังคาขนาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การค้าทั้งหมด และมีพื้นที่จอดรดกว่า 500 คัน อยู่โดยรอบโครงการ เปิดจำหน่ายสินค้าและบริการต่าง ๆ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น.", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396.jpg?105" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1396/pics_topic_1396_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1396.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดคลองชัน", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1395/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_1.jpg?9", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_3453_2.jpg?841" + ], + "content": "วัดคลองชัน เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีเนื้อที่วัด 14 ไร่ 1 งาน 12 ตารางวา พื้นที่วัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองหกวาสายล่าง มีถนนสายลำลูกกาผ่านทางทิศเหนือ\nวัดคลองชันสร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อ วัดสาลีราษฏร์บำรุง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดปากคลองชัน ตามสภาพที่ตั้งของวัดในขณะนั้น ต่อมาคำว่า \"ปาก\" หายไปเมื่อใดไม่ทราบ ได้เรียกสั้น ๆ ว่า \"วัดคลองชัน\" และได้ใช้นามนี้มาจนปัจจุบัน วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 ทางวัดยังเปิดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2452 รวมถึงให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลสอนระดับประถมศึกษาในที่ดินของวัดอีกด้วย\nอาคารเสนาสนะ ได้แก่ อุโบสถสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2453 กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร หอสวดมนต์ หอระฆัง หอกลาง ด้านปูชนียวัตถุสำคัญ คือ พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง 49 นิ้ว เป็นพระพุทธสิหิงค์จำลอง รูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์ 1 องค์ รูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาส เจดีย์ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง มีพระสงฆ์ที่มรณภาพแล้วร่างไม่สลายไปตามธรรมชาติ 1 รูป และวิหารหลวงพ่อโสธรจำลอง", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395.jpg?257" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1395/pics_topic_1395_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1395.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + }, + { + "title": "วัดกลางคลองสื่", + "detailRef": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/detail/id/1394/menu/1545/page/1", + "detail": { + "img": [ + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_1.jpg?598", + "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_3450_2.jpg?228" + ], + "content": "วัดกลางคลองสี่ เดิมมีนามว่า วัดใหม่กลางคลองสี่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 บ้านคลองสี่ ตำบลลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2453 โดยชาวไทยเชื้อสายมอญ ทีอพยพมาจากเมืองมะละแม่งสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีและมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบางตลาดปากเกร็ด นนทบุรี ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาทุ่งรังสิตเมืองธัญบุรี ชาวมอญบางส่วนย้ายถิ่นฐานมาทำมาหากินทำนาในที่แห่งนี้ และสร้างวัดนี้ขึ้น หลังจากนั้นชาวบ้านได้อาราธนาพระภิกษุจากวัดสายไหมมาจำพรรษา และได้นิมนต์พระอาจารย์ด๊วด ญาณวโร (พระครูวิเศษธัญญโศภิต) จากวัดสนามเหนือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีมาเป็นเจ้าอาวาสวัด หลวงปู่ด๊วด ญาณวโร เป็นพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ชาวปทุมธานีเคารพนับถือไม่เคยเสื่อมคลาย ท่านได้สนับสนุนการศึกษาด้วยดีมาตลอด ได้เปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นแห่งแรกในอำเภอลำลูกกา เมื่อสิ้นหลวงปู่ด๊วด ญาณวโร พระอาจารย์ทองอินทร์ เตชวุฑโฒ (พระมงคลศีลาจารย์) ได้ดำเนินการก่อสร้างบูรณะซ่อมแซมวัดได้เจริญอย่างมากในทุก ๆ ด้าน ทั้งได้สนับสนุนทุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ตลอด ท่านเป็นพระเถรานุเถระที่มีอายุและพรรษากาลมากถึง 96 ปี ที่เป็นที่เคารพของชาวบ้านและคณะสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2467 และผูกพันธสีมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2526 เดิมวัดแห่งนี้มีนามว่า \"วัดใหม่กลางคลองสี่\" แต่ได้เป็นนามเป็น \"วัดกลางคลองสี่\" เมื่อปี พ.ศ. 2480", + "mainImage": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394.jpg?799" + }, + "date": null, + "image": "https://ladsawai.go.th/public/list_upload/backend/list_1394/pics_topic_1394_thumbnail.jpg", + "detailPageHtml": "debug-menu-1545-detail-1394.html", + "sourcePage": 1, + "sourceUrl": "https://ladsawai.go.th/public/list/data/index/menu/1545/page/1" + } + ] +} \ No newline at end of file diff --git a/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html new file mode 100644 index 0000000..4f62a87 --- /dev/null +++ b/แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว/page-menu-1545-page-1.html @@ -0,0 +1,2203 @@ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว-เทศบาลเมืองลาดสวาย ( ทม. ลาดสวาย ) อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + +
+
+
+
+ + + +
+
+
+ +
+ +
+
+ + +
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+ + + +
+
+
+
+

เทศบาลเมืองลาดสวาย
เทศบาลเมืองลาดสวาย
+

+ +
LADSAWAI MUNICIPALITY
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
เลือกเปลี่ยนภาษา
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
+ +
+
+ +
+ + + + + +
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+ +
+
+
+
+
+
+
+
+
+ + + +
ลาดสวายเมืองน่าอยู่ ก้าวสู่การบริหารจัดการที่ดี
+
+
+ +
+
+

+
+
+
+ +
+ + + + + + +
+
+
+
+
+ + + +
+
+ + + + + + +
+
+ + +
+ +
+
+
+
+
+
+ + +
+ + + + +
+ + + +
+ + + + + + + + +
+ + + + + +
+ + + \ No newline at end of file